nutthawut's Blog

Just another WordPress.com site

สมุนไพร ว่านหางจระเข้



ชื่อสมุนไพร  ว่านหางจระเข้

ลักษณะ

ไม้ล้มลุก อายุหลายปี สูง 0.5 – 1 เมตร ข้อและปล้องสั้น ใบเดี่ยว เรียงรอบต้น กว้าง 5 – 12 ซม. ยาว 0.3 – 0.8 เมตร อวบน้ำมาก สีเขียวอ่อนหรือเขียวเข้ม ภายในมีวุ้นใสใต้ผิวสีเขียว มีน้ำยางสีเหลือง ใบอ่อนมีประสีขาว ดอกช่อ ออกจากกลางต้น ดอกย่อย เป็นหลอด ห้อยลง สีส้ม บานจากล่างขึ้นบน ผลแห้ง แตกได้

สาระสำคัญ

สารที่ออกฤทธิ์ เป็นสาร กลั้วโคโปรตีน ชื่อ Aloctin A ซึ่งมีฤทธิ์ลดการอักเสบ และเพิ่มหารเจริญทดแทนของเนื้อเยื่อบริเวณที่เป็นแผล แต่มีข้อเสีย คือ สลายตัวได้ง่าย เมื่อถูกความร้อน ไม่ควรทิ้งวุ้นสดไว้เกิน 24 ชั่วโมง

ส่วนที่ใช้ วุ้นจากใบ

ช่วงเวลาที่เก็บเป็นยา เก็บในช่วงอายุ 1 ปี

รสและสรรพคุณยาไทย

รสจืดเย็น โบราณใช้ทาปูนแดงปิดขมับแก้ปวดศีรษะ รักษาแผลไฟไหม้ น้ำร้อนลวก

วิธีใช้

ใช้วุ้นรักษาแผลสด แผลเรื้อรัง แผลไฟไหม้น้ำร้อนลวก แผลไหม้เกรียมจากแสงแดด และการฉายรังสี โดยเลือกวุ้น จากใบที่อยู่ส่วนล่างของต้น ปอกเปลือกสีเขียวออก ล้างยางสีเหลืองออกให้สะอาดด้วยน้ำต้มสุก หรือน้ำด่างทับทิม เพราะอาจจะระคายเคืองผิวหนัง และทำให้มีอาการแพ้ได้ ขูดเอาวุ้นใส หรือฝานเป็นแผ่นบาง มาพอกแผล แล้วใช้ผ้าพันแผลที่สะอาดพันทับ ให้ชุ่มอยู่ตลอดเวลาในชั่วโมงแรก ต่อจากนั้นทาวันละ 3-4 ครั้ง จนกว่าแผลจะหาย วุ้นว่านหางจระเข้ยังสามารถ ใช้รักษาฝีพุพอง ได้ด้วย เพราะช่วยลดการอักเสบ

***ข้อควรระวัง

1) ก่อนใช้ว่าน ควรทดสอบการแพ้ก่อน โดยเอาวุ้นทาบริเวณท้องแขนด้านใน ถ้าผิวไม่คันหรือแดงก็ใช้ได้

2) ควรล้างยางสีเหลืองออกให้หมด เพราะจะเกิดอาการระคายเคืองต่อผิวได้

การเลือกตั้ง ส.ก.,ส.ข.

ผมได้ไปเห็นการเลือกตั้ง ส.กและส.ข. เลยนำมาreviewครับ

การอธิบายเกี่ยวกับการเลือกตั้งของบ้านผม

ที่อยู่ บ้านเลขที่ 278/55 ซอย วัดสังข์กระจาย ถนน เพชรเกษม แขวง วัดท่าพระ เขต บางกอกใหญ่

จังหวัด กรุงเทพมหานคร 106000

 

ในเขตเลือกตั้งนี้ มีพรรคสมัคร 2 พรรค คือ พรรคประชาธิปปัตย์, พรรคเพื่อไทย

มีผู้สมัครทั้งหมด 16 คน แบ่งเป็น

สก. ผู้สมัครพรรคประชาธิปปัตย์ 1 คน คือ

1.นาย วิรัช คงคาเขตร

สก. ผู้สมัครพรรคเพื่อไทย 1 คน คือ

1.นาง ทิพย์ประภา สุขบุญ

 

สข. ผู้สมัครพรรคประชาธิปปัตย์ 7 คน คือ

1.นายสุภชัย ทองผจง

2.นางรุ่งทิวา  เลิศสุขีเกษม

3.นายสมชาย  เทียมเมือง

4.นายสรวุฒิ  ดิสสะมาน

5.นายมีศักดิ์  ชมภูสาร

6.นายประถมพันธ์ คำนักดิษฐ์

7.นายชัยชาญ ช่วยชู

สข. ผู้สมัครพรรคเพื่อไทย 7 คน คือ

1.นาวาเอก(พิเศษ) สมชาย บุญจันทร์

2.นายณัฐวุฒิ ศณีชัยญา

3.นายนามสิน เทวาพิทักษ์พงศ์

4.นายสันติ วังวิเศษกุล

5.จ.อ.พัลลภ ฤกษ์บุญรอง

6.นายสมควร ใจภักดี

7.นายสมชาย จรุญวงษ์

 

 

 

 

 

ด.ช.ณัฐวุฒิ ชิณณะรุ่งเรือง ม.3/1 เลขที่20

 

สรุปผลการเลือกตั้ง

ผู้ที่ได้ สก. คือ

นายวิรัช  คงคาเขตร  พรรคประชาธิปัตย์  ได้คะแนน 14, 131 คะแนน

ผู้ที่ได้ สข. มีจำนวน 7 คน คือ

นางรุ่งทิวา  เลิศสุขีเกษม         คะแนน  14,468  คะแนน
นายสุภชัย ทองผจง                   คะแนน 14,183  คะแนน 
นายสมชาย  เทียมเมือง            คะแนน 13,928 คะแนน
นายสรวุฒิ  ดิสสะมาน             คะแนน 13,849  คะแนน
นายมีศักดิ์  ชมภูสาร                คะแนน 13,801 คะแนน

นายชัยชาญ ช่วยชู                     คะแนน 13,774 คะแนน

นายประถมพันธ์ คำนักดิษฐ์      คะแนน 13,746 คะแนน

          ทั้งหมดเป็นผู้สมัครจากพรรคประชาธิปัตย์ โดยมีจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั้งหมด 57,682 คน มาใช้สิทธิ 25,214 คน คิดเป็นร้อยละ 43.71

สุโขทัย

สุโขทัยเป็นยุคแรกของสมัยประวัติศาสตร์ หรือเรียกว่า ปฐมยุคเริ่มจาก พ่อขุนบานเมือง หรือ พ่อขุนศรีอินทราทิตย์ทรงเป็น ปฐมกษัตริย์จนถึงสิ้นสุดยุคสุโขทัยเมื่อใดจนขึ้นสมัยอยุธา

ผมได้ไปที่พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติที่ใกล้กับสนามหลวงพอผมเข้าไปผมก็เจอกับยุสมัยก่อนประวัติศาสตร์มีสิง่ของมากมายที่เป็นของเก่า ที่ผมจะเล่านี้คือ ยุคประวัติศาสตร์ คือ สมัยสุโขทัย สมัยสุทัยนี้เป็นยุคแรกของประวัติศาสตร์หรือเรียกง่ายๆว่าปฐมยุค เริ่มจากพ่อขุนผาเมือง เจ้าเมืองและพ่อขุนบางกลางหาว เจ้าเมืองบางยางได้ร่วมกันยึดเมืองสุโขทัยคืนมาจากขอม และตั้งเป็นอาณาจักรอิสระขึ้นเมื่อประมาณ  พ.ศ. 1761 อาณาจักรสุโขทัยจึงถือเป็นอาณาจักรแรกของคนไทย โดยมีพ่อขุนบางกลางหาวหรือพระนามใหม่ว่า พ่อขุนศรีอินทราทิตย์ทรงเป็น ปฐมกษัตริย์ราชวงศ์พระร่วง

สุโขทัยมีกษัตริย์อยู่ 9 พระองค์

1.พ่อขุนพ่อขุนศรีอินทราทิตย์ หรือพระนามเต็ม กำมรเตงอัญศรีอินทรบดินทราทิตย์ พระนามเดิม พ่อขุนบางกลางหาว ทรงเป็นปฐมวงศ์ราชวงศ์พระร่วงแห่งอาณาจักรสุโขทัย ครองราชสมบัติ ตั้งแต่ พ.ศ. 1782 แต่ไม่ปรากฏหลักฐานการสวรรคตหรือสิ้นสุดการครองราชสมบัติปีใด มีผู้สันนิษฐานที่มาของพ่อขุนศรีอินทราทิตย์ จากคัมภีร์ชินกาลมาลีปกรณ์ว่าบ้านเดิมของพระองค์อาจอยู่ที่ “บ้านโคน” ในจังหวัดกำแพงเพชร การเมืองการปกครองเด่นคือการปกครองแบบพ่อปกครองลูก

2.พ่อขุนบานเมือง ทรงเป็นพระราชโอรสองค์ใหญ่ในพ่อขุนศรีอินทราทิตย์และพระนางเสือง และเป็นสมเด็จพระเชษฐาธิราชในพ่อขุนรามคำแหงมหาราช เสวยราชสมบัติในอาณาจักรสุโขทัยหลังจากพ่อขุนศรีอินทราทิตย์เสด็จสวรรคตและครองราชย์อยู่จนถึง พ.ศ. 1822

3.พ่อขุนรามคำแหงมหาราช ทรงเป็นพระมหากษัตริย์พระองค์ที่ 3 ในราชวงศ์พระร่วงแห่งราชอาณาจักรสุโขทัย เสวยราชย์ประมาณ พ.ศ. 1822 ถึงประมาณ พ.ศ. 1841 พระองค์ทรงรวบรวมอาณาจักรไทยจนเป็นปึกแผ่นกว้างขวาง ทั้งยังได้ทรงประดิษฐ์ตัวอักษรไทยขึ้น แล้วทำเป็นศิลาจารึกขึ้นมาเกี่ยวกับเรื่องประวัติและพระราชกรณียกิจต่างๆเป็นต้น ทำให้ชาติไทยได้สะสมความรู้ทางศิลปะ วัฒนธรรม และวิชาการต่าง ๆ สืบทอดกันมากว่าเจ็ดร้อยปี

4.พระยาเลอไท เป็นพระราชโอรสองค์โต ของพ่อขุนรามคำแหงมหาราช และ ในรัชกาลของพระยาเลอไทนี้สุโขทัยก็เริ่มเสื่อมอำนาจ ทำให้หัวเมืองต่างๆ เริ่มแข็งข้อ อย่างเช่นขอม มอญ เป็นต้น ทำให้หัวเมืองต่างๆไม่ยอมเข้าร่วมด้วย สิ่งที่พระองค์สร้างในรัชกาลคือการสร้างเมืองชากังราว (กำแพงเพชรฝั่งตะวันออก) ให้เป็นเมืองคู่กับศรีสัชนาลัย ส่วนหลักฐานอื่นยังไม่ปรากฏ

5.พระยางัวนำถุม กษัตริย์สุโขทัยลำดับที่ 8 (พ.ศ. 1866 – พ.ศ. 1890) เป็นพระโอรสพ่อขุนบานเมือง สันนิษฐานกันว่าพ่อขุนศรีอินทราทิตย์คงอภิเสกสมรสกับพระธิดาของพ่อขุนศรีนาวนำถุม เหตุที่สันนิษฐานเช่นนั้นเนื่องจากเป็นธรรมเนียมของคนสมัยนั้น ที่นิยมเอาชื่อบรรพบุรุษมาตั้งเป็นชื่อหลาน ศาสตราจารย์ ดร.ประเสริฐ ณ นคร อธิบายว่า งั่ว เป็นคำนำหน้านามที่แสดงว่าเป็นบุตรชายคนที่ 5 และ นำถุม ถาษาถิ่นแปลว่าน้ำท่วม

6.พญาลิไท หรือ พระยาลิไท หรือ พระศรีสุริยพงศ์รามมหาราชาธิราช หรือพระมหาธรรมราชาที่ 1 ครองราชย์ พ.ศ. 1897 – พ.ศ. 1919 พระมหากษัตริย์อาณาจักรสุโขทัยราชวงศ์พระร่วงลำดับที่ 5 พระโอรสพญาเลอไท และพระราชนัดดาของพ่อขุนรามคำแหงมหาราช
7.พระยาลือไทย ขึ้นครองราชย์เมื่ออาณาจักรสุโขทัยอ่อนแอเสื่อมอำนาจ อาณาจักรถูกแบ่งออกเป็น 2 แคว้นคือ แคว้นชากังราวประกอบด้วยเมืองตาก ชากังราว (กำแพงเพชร) และนครสวรรค์ กับแคว้นสุโขทัย ประกอบด้วยเมืองสุโขทัย อุตรดิตถ์ สองแคว (พิษณุโลก) พิจิตร นอกจากนี้เมืองขึ้นสำคัญ เช่น เมืองหงสาวดีและเมืองอู่ทองต่างแข็งข้อ ลุถึง พ.ศ. 1921 สุโขทัยก็ตกเป็นเมืองขึ้นของกรุงศรีอยุธยา พระยาลือไทยจึงเป็นพระมหากษัตริย์พระองค์สุดท้ายของอาณาจักรสุโขทัย

8.พระมหาธรรมราชาที่ 3 หรือ พญาไสสือไทยพระมหาธรรมราชาที่ 2 สวรรคตราว พ.ศ. 1942 และพญาไสสือไทยขึ้นครองราชสมบัติต่อมา ทรงพระนามว่า “พระมหาธรรมราชาที่ 3” อาจกล่าวได้ว่าภายหลังที่ทางอาณาจักรอยุธยาตัดกำลังหัวเมืองต่าง ๆ ของของสุโขทัยลงแล้ว เสถียรภาพทางการเมืองของอาณาจักรสุโขทัยก็ทรงลงและยากที่จะแก้ไขให้มั่นคงขึ้นได้ เนื่องจากอาณาจักรอยุธยาสามารถขยายตัวออกไปได้อย่างกว้างขวางแต่ถึงกระนั้น พระมหาธรรมราชาที่ 3 ก็ได้ทรงกู้เสถียรภาพทางการเมืองของสุโขทัย โดยได้ทรงยกองทัพออกไปปราบปรามหัวเมืองต่าง ๆ ให้อยู่ในอำนาจแม้จะไม่ได้มากเท่ากับครั้งพญาลิไทก็ตาม แต่พระองค์ก็ได้ทำสงครามหลายครั้ง รวมทั้งเคยยกทัพไปตีเมืองเชียงใหม่ เมื่อ พ.ศ. 1945 ด้วย ซึ่งแม้จะไม่ได้ผลทางชัยชนะเลยก็ตาม แต่เป็นการแสดงถึงความพยายามในการสร้างอาณาจักรให้มีเสถียรภาพมากยิ่งขึ้นกว่าการเป็นรัฐกันชนขนาดเล็กที่อาจถูกผนวกไปอยุ่กับดินแดนของอาณาจักรใดอาณาจักหนึ่งได้

9.พระมหาธรรมราชาที่ 4 หรือ บรมปาล หรือ พระยาบาลเมือง หรือ พระเจ้าสุริยวงศ์บรมปาลมหาธรรมราชา เป็นกษัตริย์องค์สุดท้ายของราชวงศ์พระร่วงที่ครองกรุงสุโขทัย เป็นช่วงตกต่ำของสุโขทัย ทรงเป็นพระโอรสพระมหาธรรมราชาที่ 3 ครองราชย์ในช่วง พ.ศ. 1962-1989 และประทับที่เมืองพิษณุโลก

สุดท้ายนี้ขอสรุปว่าอาณาจักรสุโขทัยเป็นอาณาจักรแรกของยุคประวัติศาสตร์  พ่อขุนศรีอินทราทิตย์เป็นปฐมกษัตริย์กับวีรกรรมเด่นของพ่อขุนรามคำแหงคือการเริ่มตัวอักษรไทยและอาณาจักรสุโขทัยอาจสูญเสียความเป็นเอกราชเพราะเมื่อพระมหาธรรมราชาที่4สวรรคตแล้ว ฝ่ายกรุงศรีอยุธาจึงส่งพระราเมศวร ซึ่งต่อมาขึ้นครองราชย์เป็นสมเด็จพระบรมไตรโลกนาศของกรุงศรีอยุธยา ขึ้นมาปกครองเมืองพิษณุโลกในฐานะเมืองอุปราช จึงถือเป็นการสิ้นสุดของอาณาจักรสุโขทัย

ประวัติวัด วัดกัลยาณมิตรวรมหาวิหาร

วัดกัลยาณมิตร  วรมหาวิหาร เป็นพระอารามหลวงชั้นโท ชนิดวรมหาวิหาร  ตั้งอยู่ปากคลองบางกอกใหญ่ (ฝั่งใต้)
แขวงวัดกัลยาณ์  เขตธนบุรี กรุงเทพมหานคร
      พื้นที่เขตวิสุงคามสีมา  กว้าง 31.75 เมตร ยาว  41.63 เมตร
      ทิศเหนือติดแม่นำเจ้าพระยา
      ทิศใต้  มีคูหลังวัดเป็นเขต
      ทิศตะวันออก  มีคูข้างวัดเป็นเขต
      ทิศตะวันตก ติดคลองบางกอกใหญ่
ในราชมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว  เจ้าพระยานิกรณ์บดินทร์ (เจ้าสัวโต)  ต้นสกุลกัลยาณมิตร ครั้งยังป็น
พระยาราชสุภาวดี เจ้ากรมพระสุรัสวดีกลาง  ได้อุทิศบ้านเรือนและชื้อที่ดินบริเวณใกล้เคียง ซึ่งเดิมเป็นหมู่บ้านที่พำนักของ
พระภิกษุจีน มีกุฎิและศาลาเจ้าที่เรียกว่า (เกียงอันเก๋ง) ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของวัด ดังปรากฏอยู่จนทุกวันนี้หมู่บ้านแห่งนี้
จึงเรียกว่า “หมู่บ้านกุฏิฝรั่ง”   ทางทิศตะวันออกของวัดกัลยาณมิตร มีหมู่บ้านชาวมุสลิม เยกว่า”กุฏิขาว”เมื่อชื้อที่ดินได้ตามประสงค์จึงสร้างวัดขึ้น ใน พ.ศ. ๒๓๖๘  ถวายเป็นพระอารามหลวง พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระราชทานนามอันเป็นสิริมงคลว่า วัดกัลยาณมิตร
ปูชนียสถาน
พระวิหารหลวง 
        สร้างเมื่อ พ.ศ.๒๓๘๐  ได้รับพระมหากรุณาพระราชทานช่วยจาก พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว   เป็นพระวิหาร
ที่ใหญ่ที่สุดในวัดสร้างได้สัดส่วนงดงามมากการก่อสร้างนั้นวางรากฐานโดยไม่ได้ตอกเสาเข็ม ใช้วิธีขุดพื้นเป็นสี่เหลี่ยมฐานกว้างใช้ไม้ซุงทั้งท่อนเรียงทับซ้อนกัน ๒-๓ ชั้น จึงสร้างพระวิหาร  พระวิหารมีขนาดกว่าง 31.42 เมตร  ยาว  35.48  เมตร  ลักษณะก่อสร้างเป็นสถาปัตยกรรมไทย ก่ออิฐถือปูน  หลังคามุงกระเบื้องเคือบ  ประดับช่อฟ้า ใบระกา หางหงษ์ เชิงชาย  หน้าบันสลักลายดอกไม้ปูนปั้นประดับกระจก  ประตูและหน้าต่างเป็นไม้สักหนาแผ่นเดียว ประดับลายรดนำลายทองรูปธรรมบาล  ด้านในพระวิหารหลวงมีผนังประดับลายดอกไม้ เมื่อ พ.ศ. ๒๔๓๙  ได้รับการอนุกษ์ซ่อมแซมโดยโครงการมรดกโลก
        ด้านหน้าพระวิหารหลวงมีตุ๊กตาหินศิลปะจีน  ที่เรียกว่า อับเฉา ตังเรียงรายหน้าพระวิหารหลวง  หรือที่เรียกว่าเชียน  ถัดจากนั้นมา มีซุ้มประตูหินศิลปะจีนตั้งอยู่  หรือที่เรียกว่า ประตูสวรรค์  พระวิหารหลวงนี้เป็นที่ปดิษฐาน  พระพุทธไตรรัตนนายก
       

                   

 

พระทธไตรรัตนนายก 

หอพระธรรมมณเฑียรเถลิงพระเกียรติ 

หอพระธรรมมณเฑียรเถลิงพระเกียรติ  พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯโปรดกระหม่อมให้สร้างใน พ.ศ. ๒๔๑๘ เป็นที่เก็บพระไตรปิฎก  และพระคัมภีร์ ต่างๆๆ  ตังอาคารสองชั้น  ก่ออิฐถือปูนมีระเบียงร้อมรอบ  หลังคาประดับช่อฟ้าใบระกา  หางหงษ์มีเชิงชาย   หน้าบันสลักลายเปลวปิดทองประดับ  ตรงกลางสลักพระพุทธรูปมหามงกุฎประดิษฐ์เหนือพานแว่นฟ้า  ปานประตูและหน้าต่าง สลักลายดอกไม้ปิดทองประดับกระจก
      พระวิหารน้อย  
      พระวิหารน้อยตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของพระวิหารหลวง  เป็นรูปทรงเดียวกับพระอุโบสถ  เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธดิรกโลกเชษ
 
                                 หอระฆังใหญ่

หอระฆังใหญ่  พระสุนทรสมาจารย์  (พรม) เป็นผู้สร้าง  เมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๖  ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตก ของพระวิหารหลวง   ฐานรูปสี่เหลี่ยม กว้าง ๘ เมตร สูง  ๓๐  เมตร ชั้นบนเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรุปบางลีลา  ชันล่างแขวนรฆัง๐  เป็นระฆังที่ใบใหญ่ที่สุดในประเทศไทย

พระอุโบสถ   ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของพระวิหารหลวง  ฐานที่ตั้งเดิมเป็นที่ที่ตั้งบ้านของเจ้าพระยานิกรบดินทร์  เป็นอุโสถที่ก่ออิฐถือปูน  ขนาดกว้าง๒๑.๘๘ เมตรยาว  ๓๑.๙๐ เมตร ลักษณะสถาปัตยกรรมแบบจีน  ไม่มีช่อฟ้าและใบระกา  หน้าบันประดับปูนปั้นลายดอกไม้ประดับกระเบื้องเคลือบสลับสีลายจีน ซุ้มประตูและหน้าต่างปั้นลายดอกไม้ประดับกระจก  ภายในพระอุโบสถ มีภาพจิตกรรมฝาผนังเกี่ยวกับพุทธประวัติและรูปเคื่องบูชาม้าหมู่แบบไทยปนจีน    เสาเขียนลายทรงข้าวบินฑ์  โดยมีพระพุทธรูปบางป่าเรไลยก์เป็นพระประธาน  ขนาดอังสา  กว้าง๖๐ เซนติเมตร  สูง  ๕.๖๕  เมตร  เล่ากันมาว่า เดมทีเจ้าพระยานิกรบดินทร์ จะสร้างพระพุทธรูปปางอื่นเป็นพระประธานในพระอุโบสถ  แต่ยังมิทันสร้าง  พระบาทสมเด็จพะรนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ โปรกกระหม่อมให้สร้างพระพุทธรูปปางป่าเรไลยก์ เป็นพระประธานพระราชทานช่วยเสียก่อน  พระพุทธป่าเรไลยก์จึงเป็นพระประธานในพระอุโบสถ

พระอุโบสถ

คนไทยนินมเรียกว่า  พลวงพ่อโต คนจีนเรียกว่า ชำปอกง  (ชำปอฮุคกง)  สมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินก่อพระฤกษ์พระโต เมื่อวันที่ ๑๘ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๓๘๐   หลวงพ่อโตพระพุทธรูปปางมารวิชัยที่ใหญ่ที่สุดในกรุงเทพมหานคร หน้าตักกว้าง ๑๑.๖๕ เมตร สูง ๑๕.๔๕ เมตร  พระบาทสมเด็จพระนั่งเจ้าอยู่หัวมีพระประสงค์ที่จะสถาปนาวัดในกรุงรัตนโกสินทร์ ให้มากเหมือนกรุงเก่า (กรุงศรีอยุธยา)  และมีพระราชดำริที่จะให้มีพระโตอยู่ในกรุงรัตนโกสิน เหมือนพระโตวัดพนัญเชิง   เมื่อเจ้าพระยานิกรบดินทร์(โต)สร้างพระโตขึ้น  จึงพระราชทานเงินช่วยเหลือ

วัดสังข์กระจายวรวิหาร



การก่อสร้างและการบูรณปฏิสังขรณ์

ชั้นและตำบลที่ตั้งวัด
วัดสังข์กระจายฯ เป็นพระอารามหลวงชั้นตรีชนิดวรวิหาร ตั้งอยู่ทางด้านตะวันตกของถนนอิสรภาพ บนฝั่งเหนือคลองบางกอกใหญ่ ใกล้สะพานเจริญพาศน์ แขวง

วัดท่าพระ เขตบางกอกใหญ่ กรุงเทพมหานคร วัดนี้เดิมมีชื่อเรียกและเขียนกันหลายอย่าง คือ วัดสังกระจาย วัดสังฆจาย วัดสังฆจายน์ วัดสังข์กัจจายน์ และวัดสังข์กระจาย แต่ในปัจจุบันเรียกและเขียนชื่อหลังคือ วัดสังข์กระจาย
ในพระอุโบสถ มีคำโครงจารึกบนแผ่นหินเกี่ยวกับชื่อวัดไว้ว่า

ด้านหน้า
สังข์กจายสังฆ์กจัดด้วย เหตุใด พระเอย
สังฆเภทฤาพาลไภย ออกอ้าง
สังข์ทรงจักรีไกร เกรียงเดช ดอกพ่อ
สังข์ราพมารายน์ล้าง ต่างลี้ หนีกจาย
ด้านหลัง
สังข์กจายหมายชื่อชี้ ใช่สงฆ์ กจายเอย
สังข์บจากเขตคง ถิ่นนี้
สังข์ราพต่อยุทธองค์ สังข์จัก กรีนา
สังข์หมู่สังข์อสูรลี้ หลบเร้น กจายหาย

ประวัติวัดสังข์กระจายวรวิหาร
ความเบื้องต้น
วัดสังข์กระจายมีประวัติปรากฏอยู่ในหนังสือตำนานพระอารามหลวงฉบับหอสมุดวชิรญาณว่าอยู่ในคลองบางกอกใหญ่ฝั่งเหนือ เป็นวัดโบราณ รัชกาลที่ ๑ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ทรงสถาปนาใหม่พระราชทานเจ้าจอมแว่นหรือนัยหนึ่งเรียกว่า คุณเสือ พระสนมเอก ถึงรัชกาลที่ ๓ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงปฏิสังขรณ์
วัดสังข์กระจายมีเกียรติประวัติอันสูงส่งที่ควรนำมากล่าวไว้ด้วยความภาคภูมิใจในที่นี้ คือ เป็นสำนักที่ให้กำเนิดวรรณคดีอันมีค่ายิ่งเรื่องหนึ่งที่มีรสไพเราะจับใจผู้อ่านผู้ฟังทั่วไป วรรณคดีเรื่องนั้นคือ มหาเวสสันดรชาดกกัณฑ์ชูชก เล่ากันมาว่า สมเด็จกรมพระปรมานุชิตชิโนรส กวีเอกของไทย เมื่อทรงนิพนธ์มหาเวสสันดรชาดก หรือที่เรียกกันเป็นสามัญว่า มหาชาติร่ายยาว ได้ทรงนิพนธ์กัณฑ์อื่น ๆ ใหม่เป็นส่วนมาก แต่กัณฑ์ชูชกไม่ทรงนิพนธ์ โดยรับสั่งว่าให้ใช้ของเก่าที่สำนักวัดสังข์กระจายแต่งไว้ เพราะถึงแม้พระองค์จะทรงนิพนธ์ใหม่ก็สู้ของเก่าไม่ได้ อันนี้ย่อมเป็นเครื่องพิสูจน์ได้อย่างแจ่มชัดว่า มหาเวสสันดรชาดกกัณฑ์ชูชก ที่แต่งโดยสำนักวัดสังข์กระจาย ดีเลิศเพียงไร แต่เป็นที่น่าเสียดายว่าหนังสือมหาเวสสันดรชาดกนั้น กัณฑ์อื่น ๆ บางกัณฑ์บอกชื่อผู้แต่งไว้ชัดเจน แต่กัณฑ์ชูชกบอกไว้อย่างคลุมเครือว่า ผู้นิพนธ์โดยสำนักวัดสังข์กระจาย จึงเป็นอันยังไม่ทราบชื่อผู้แต่งที่แท้จริงว่าเป็นใคร และยังเป็นเรื่องอยู่ในความสนใจใคร่รู้ของนักศึกษาประวัติวรรณคดีมหาเวสสันดรชาดกทั่วไป
ชื่อวัดสังข์กระจายมีปรากฏอยู่ในวรรณคดีที่ขึ้นชื่ออันควรนำมากล่าวคือ ในหนังสือนิราศนรินทร์ ซึ่งนายนรินทร์ธิเบศร์ (อินทร์) แต่ง เนื่องในคราวที่ได้โดยเสด็จสมเด็จพระอนุชาธิราช กรมพระราชวังบวรมหาเสนานุรักษ์ไปปราบพม่าข้าศึกที่ยกมาล้อมเมืองถลาง เมื่อตอนเรือผ่านวัดสังข์กระจายได้แต่งเป็นโคลงไว้ว่า
 
สังข์กระจายพี่จากเจ้า จอมอนงค์
สังข์พระสี่กรทรง จักรแก้ว
สรวมทิพย์สุธาสรง สายสวาท พี่เอย
สังข์สระสมรจงแผ้ว ผ่อนถ้าเรียมถึง

อีกแห่งหนึ่งในนิราศเมืองเพชรของสุนทรภู่ เมื่อสุนทรภู่ไปเมืองเพชรแล่นเรือผ่านมาทางวัดสังข์กระจายได้บรรยายไว้เป็นกลอนว่า
 ถึงวัดพลับลับลี้เป็นที่สงัด
เห็นแต่วัดสังข์กระจายไม่วายหมอง
เหมือนกระจายพรายพลัดกำจัดน้อง
มาถึงคลองบางลำเจียกสำเหนียกนาม
ลำเจียกเอ๋ยเคยชื่นระรื่นรส
จำต้องอดออมระอาด้วยหนาหนาม
  ทั้งนี้ย่อมเป็นเครื่องแสดงว่าวัดสังข์กระจายน่าจะเป็นวัดสำคัญอยู่ในสมัยนั้น เพราะเมื่อผู้ใดผ่านไปมาย่อมจะบันทึกชื่อเข้าไว้

 เขตและอุปจาร
วัดสังข์กระจายมีเขตโดยรอบ จากด้านตะวันออกวัดตามแนวเขื่อนริมคลองบางกอกใหญ่เป็นส่วนกว้างได้ 159.5 เมตร ด้านใต้จากคลองบางกอกใหญ่วัดตามแนวคูวัดถึงเขตหลังวัดยาว 332 เมตร ด้านเหนือถึงเขตหลังวัดยาว 332 เมตรเศษ ด้านเหนือจากคลองบางกอกใหญ่วัดยืนขึ้นไปตามริมฝั่งคลองบางวัวทอง

ถึงเขตหลังวัดยาว 332 เมตร ด้านตัดเขตหลังวัดทิศตะวันตกกว้าง 195 เมตร เป็นเนื้อที่ประมาณ 25 ไร่ 1 งาน 30 ตารางวา
ที่ธรณีสงฆ์ของวัด มีส่วนติดกับเขตวัดออกไปอีก 2 ขนัด ขนัดหลังเขตวัดมีเนื้อที่ 4 ไร่ 2 งาน 24 ตารางวา ขนัดข้างเขตวัดตอนหลังมีเนื้อที่ 3 งาน 21

ตารางวา
เขตจำพรรษา ยกบริเวณที่ดินซึ่งได้ยุบเป็นบ้านเช่าเป็นอุปจารเสียแล้ว พระสงฆ์ต้องกำหนดเขตขึ้นใหม่เพื่ออยู่จำพรรษา ทิศตะวันออกมีคลองบางกอกใหญ่เป็นเครื่องกำหนดเขต ทิศใต้มีคูวัดเป็นเครื่องกำหนดเขต ทิศตะวันตกมีเขตจดถนนข้างวิหาร ทิศเหนือมีเขตจดคลองบางวัวทอง ภายในระยะพรรษา พระสงฆ์จะต้องรับอรุณภายในเขตที่กำหนดนี้

ประวัติวัดสังข์กระจาย
เรื่องราวของวัดสังข์กระจาย ที่กล่าวถึงมูลเหตุของการสร้างวัดนี้ เท่าที่พบในตำนานปรากฏไม่ค่อยละเอียดย่นย่อเกินไป เคราะห์ดีที่มีบันทึกเกี่ยวกับประวัติของวัดบางตอนของท่านเจ้าคุณพระอริยศีลาจารย์ (วรรณ ป.3) อดีตเจ้าอาวาส ประกอบกับได้อาศัยคำชี้แจงของผู้สูงอายุบางท่านที่น่าเชื่อถือได้ มากลั่นกรองใคร่ครวญประกอบเป็นตำนานโดยยึดข้อเท็จจริงที่น่าจะเป็นหลัก ก็ทำให้รู้เรื่องราวได้พิสดารออกไปกว่าเดิม
ตามบันทึก ท่านเจ้าคุณพระอริยศีลาจารย์เผยว่า ได้ฟังมาจากท่านเจ้าคุณพระสังฆวรานุวงศ์เถระ (เอี่ยม) พระอุปัชฌาย์ของท่านเองอีกต่อหนึ่ง ท่านบอกว่า ตำแหน่งที่วัดตั้งอยู่นี้แต่เดิมเป็นที่ลุ่มราบผู้เฒ่าผู้แก่ก่อน ๆ ท่านก็รับสมอ้างว่าจริง น่าจะเป็นด้วยอยู่ริมคลองน้ำขึ้นท่วมถึงได้ บริเวณก็รกร้างทึบ มีต้นไม้ขนาดคนสามคนโอบ เช่น ต้นไทร ต้นตะเคียน ต้นยาง ยืนต้นเคียงแข่งกันแลดูครึ้มทะมึนวังเวง ไม้เครือเถาต่าง ๆ ก็ขึ้นไต่ต้นไม้สูง ๆ ระโยงรยางค์ยั้วเยี้ยไม่ผิดกับป่าลึกดงร้าง นี่น่าจะเป็นมาตั้งแต่ครั้งที่ยังไม่ได้สร้างวัดเสียอีก ต้นไม้เหล่านี้ส่วนมากได้ตัดเสียครั้งท่านเจ้าคุณพระอริยศีลาจารย์ (เอี่ยม) ในรัชกาลที่ 5 ในสมัยท่านเจ้าคุณวรรณก็ยังเป็นดงอยู่มาก แต่ละต้นสูงใหญ่เงื้อมฟ้าทั้งนั้น กล่าวกันว่า เคยมีนกแร้งมาอาศัยออกไข่ทำรัง ปัจจุบันยังมีเหลืออยู่บ้าง แต่ไม่ค่อยสูงเหมือนก่อน เพราะได้โค่นลงเสียมากต่อมากนัก
ในทำเนียบพระอารามหลวง แจ้งว่า ก่อนสร้างวัดขึ้นใหม่ครั้งกรุงรัตนโกสินทร์นี้ วัดสังข์กระจายเป็นวัดโบราณมาก่อน เห็นจะราว ๆ ยุคปลายกรุงศรีอยุธยาคาบเกี่ยวกับยุคต้นกรุงธนบุรี ได้สอบถามผู้หลักผู้ใหญ่ที่อยู่ใกล้เคียงวัดนี้ และเคยพบเห็นการบูรณปฏิสังขรณ์ครั้งใหญ่ในสมัยเจ้าคุณวรรณ ชี้แจงให้ฟังน่าจะมีเค้าสมจริง เพราะได้เคยขุดพบลูกนิมิตหลายลูกฝังอยู่ทางด้านนอกกำแพงแถบเหนือพระอุโบสถ เดี๋ยวนี้อยู่ถัดหลังวัดวิหารออกมา แต่ก็คงจะเป็นวัดเล็ก ๆ ภายหลังที่บ้านเมืองอยู่ในยุคทมิฬติดพันด้วยศึกพม่า ไร้ผู้คนและพระสงฆ์จะอยู่จึงร้างโรยราไป ทั้งนี้เนื่องจากเป็นวัดที่ไม่ใหญ่โตอะไร จึงไม่ทิ้งร่องรอยไว้ให้จับหลักฐานได้มากนัก อีกประการหนึ่งก็คงจะถูกถอนเสียในคราวเริ่มสร้างใหม่ในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์นี่เอง

ตำนานของวัดสังข์กระจายมีหลักฐานทราบได้แน่นอน ก็ตกสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ซึ่งมีเรื่องเล่ากันมาว่า
ในปลายสมัยกรุงธนบุรี มีสัปบุรุษผู้หนึ่ง เป็นสัมมาจารีบุคคล เคร่งครัดในการให้ทานบำเพ็ญกุศลและสดับธรรม สมาทานศีลอุโบสถอยู่เป็นนิจ เป็นสัปบุรุษที่มีจริยาวัตรน่าเลื่อมใสของวัดราชสิทธาราม สัปบุรุษผู้นี้เป็นข้าราชการตำแหน่งนายสารบบ (ในกรมพระสุรัสวดี) ชื่อนายสังข์ ตั้งบ้านเรือนอยู่บนฝั่งห่างจากปากคลองบางวัวทองลึกเข้าไปประมาณ 7 เส้นเศษ จำเนียรกาลมา นายสังข์ได้มีจิตศรัทธาดำริจะสร้างวัดขึ้นใหม่ในที่ดินแดนนี้ จึงได้ไปปรึกษากับนายพลับผู้ชอบพอคุ้นเคยกัน เพื่อขอไม้ซุงมาสักต้นหนึ่ง นายพลับเมื่อได้ทราบดังนี้ ก็อนุโมทนาพลอยยินดีด้วย และอนุญาตให้ซุงต้นหนึ่งตามความประสงค์
เมื่อตอนล่องซุงในคลองบางวัวทอง นายสังข์ได้ตั้งสัตยาธิษฐานว่า เดชะ ด้วยอำนาจบุญญปณิธาน หากซุงที่ข้าพเจ้าปล่อยให้กระแสน้ำพัดล่องไปตามลำคลองนี้ลอยไปติด ณ ที่ใด ข้าพเจ้าก็จักจัดการสร้างวัดขึ้นตรงนั้นซึ่งเป็นธรรมดาของคนโบราณย่อมถือในเรื่องอำนาจบุญดลบันดาลและเทพาบันดาลหนุน ด้วยอำนาจเสี่ยงสัตยาธิษฐานซุงก็ได้ลอยมาติดตรงหน้าวิหารปัจจุบันนี้เป็นอัศจรรย์ มีทำเลพอเหมาะพอดีควรแก่การสร้างวัดนัก นายสังข์จึงเลยตกลงสร้างวัดตรงนี้ แต่การสร้างวัดนั้นเป็นเรื่องใหญ่โต ต้องค่อยทำค่อยไปตามกำลังทรัพย์และเวลาจะเกื้อหนุนให้ หนแรกนายสังข์ได้คิดสร้างกุฏิวิปัสสนาขึ้นก่อน จึงได้เลื่อยซุงท่อนนั้นออกเป็นเครื่องบน กุฏิวิปัสสนานี้ ก่ออิฐถือปูนขาว กว้าง 2 วา ยาว 3 วา 1 คืบ สูง 2 วา 1 คืบ เท่านั้น ไม่มีช่อฟ้าใบระกาหางหงส์ มีประตูหน้าต่างอย่างละหนึ่งบาน ซ้ำทำไว้เล็ก ๆ อีกด้วย ข้างในทำเป็นแท่นก่อปูนสำหรับนั่งนอนหรือใช้เป็นที่บำเพ็ญวิปัสสนาเหมาะเฉพาะเพียงคนเดียว
ต่อมาเจ้าจอมแว่น หรือที่เรียกขานกันว่าคุณเสือ เป็นชาวเมืองเวียงจันทร์ พระสนมเอกในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ได้ส่งข้าหลวงสนิทคนหนึ่งเป็นหญิงมดชื่อจ่ายให้ไปเฝ้าสวนของตนซึ่งมีเนื้อที่ติดกับที่ของนายสังข์ นางจ่ายคนนี้น่าจะมีอะไรแปลก ๆ เป็นแน่จึงเรียกกันว่าแม่มด และเจ้าจอมแว่นคงจะเห็นเหมาะที่จะเฝ้าสวนจึงได้ส่งมา ภายหลังไม่นานนางจ่ายกับนายสังข์มีความสนิทชอบพอกันมาก จึงดำริร่วมใจกันที่จะสร้างวัดนี้ต่อไป นางจ่ายถึงกับขันอาสาไปขอความช่วยเหลือจากเจ้าจอมแว่น ในที่สุดความปรารถนาของทั้งสองก็สมประสงค์ เจ้าจอมแว่นได้มอบทุนให้มาจำนวนหนึ่ง ครั้งหลังก็ได้สร้างเพิ่มเติมขึ้นอีกหลายอย่าง คือ สร้างกุฏิขึ้น 4 คณะ ทางมุมด้านใต้เป็นกุฏิตึกถือปูนทั้งหมด แต่ละคณะก็มีกุฏิ 4 หลัง หลังหนึ่ง ๆ มี 2 ห้อง กุฏิเจ้าอาวาสปลูกอยู่ทางทิศตะวันออกของคณะ ได้สร้างถนนผ่านระหว่างช่องกุฏิ แล้วก่อกำแพงอิฐล้อมรอบสูง 1 วา มีประตูเข้าออกทั้ง 4 ทิศ บริเวณที่หมู่กุฏินี้ตั้งอยู่ บัดนี้กลายเป็นเขตบ้านเช่าไปหมดแล้ว
ครั้นแล้วเสร็จ เมื่อจะขอพระราชทานวิสุงคามสีมาต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งเป็นตอนที่จะเชิดหน้าชูตาผู้สร้าง ก็เกิดทะเลาะเบาะแว้งเป็นปากเสียงเกี่ยงแย่งกันจะเอาชื่อ นางจ่ายก็อยากจะขอพระราชทานในนามของตนเพราะตัวอุตส่าห์วิ่งหาเงินหาทองมาสร้าง ฝ่ายนายสังข์ก็ไม่ยอม ปรารถนาจะขอในนามของตนเหมือนกัน เพราะตนก็สละหยาดเหงื่อและแรงกายทุ่มเทมาตั้งแต่แรกเริ่มแทบล้มแทบตาย จึงเมื่อต่างมาเกิดแตกคอกันขึ้นในเรื่องนี้ นางจ่ายจึงวิ่งเข้าหาเจ้าจอมแว่นนายตน เล่าความเป็นมาให้ทราบ โดยฐานะที่เจ้าจอมแว่นเป็นที่พระสนมเอก พระเจ้าอยู่หัวโปรดปรานมาก จะทูลอะไรก็ทูลได้ ครั้นเมื่อได้นำความกราบบังคมทูลเพื่อขอให้พระราชทานวิสุงคามสีมา พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมีพระราชดำรัสว่า วัดที่นายสังข์นางจ่ายสร้างขึ้นนั้น ไม่สวยสมเกียรติกับพระสนมเอกเช่นเจ้าจอมแว่น ทรงรับจะสร้างพระราชทานใหม่ จึงโปรดเกล้าให้กรมหมื่นไกสรวิชิตมาเป็นนายงานควบคุมสร้างพระอุโบสถขึ้น ให้หันหน้าไปทางคลองบางวัวทองอยู่เคียงกับกุฏิสงฆ์ของเดิม พร้อมกับได้สร้างกุฏิขึ้นใหม่อีกหมู่หนึ่งตรงมุมพระอุโบสถด้านใต้อีกด้วย
เล่ากันว่า แรกขุดพระอุโบสถนั้น พบพระกัจจายน์องค์หนึ่ง กับสังข์ตัวหนึ่ง เฉพาะสังข์ชำรุดเพราะแรงจอบเสียมที่ขุด ส่วนพระกัจจายน์ที่ขุดได้ครั้งนั้นให้เก็บรักษาไว้เป็นพระคู่อาราม พอสร้างสำเร็จเรียบร้อย พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก จึงทรงถือเอานิมิตเหตุอันนี้พระราชทานนามว่า วัดสังข์กระจายนึกคิดดูแล้วก็น่าแปลก วัดนี้นายสังข์กับนางจ่ายเป็นผู้ริเริ่มสร้าง เมื่อนำเอาชื่อของคนทั้งสองมาเข้าคู่กันเป็น สังข์- จ่ายก็รู้สึกว่าฟังใกล้เคียงกับคำว่า สังข์กระจายน์นามที่พระราชทานเป็นที่สุด.

พระราชาคณะเจ้าอาวาสรูปแรก
พระราชาคณะรูปแรกที่ได้แต่งตั้งให้มาเป็นสมภาร ก็ได้แก่พระเทพมุนี (ด้วง)* ประวัติของท่านสุดสามารถจะหามาเรียบเรียงไว้ให้ละเอียดได้ เท่าที่ค้นพบในหนังสือต่าง ๆ ก็มีเพียงประปรายเท่านั้น ในพระราชพงศาวดารฉบับราชหัตถเลขาได้ยืนยันว่าในปีขาล จัตวาศก ตรงกับ พ.ศ. 2325 ตรงกับปีสร้างกรุงเทพมหานครนั้น โปรดเกล้าฯ ตั้งให้พระเทพโมลีวัดสังข์กระจายเป็นที่เทพมุนี แทนพระเทพมุนีองค์เดิมที่ถูกถอดไป** แสดงว่าวัดสังข์กระจายได้เป็นวัดที่ทรงความสำคัญซึ่งพระเจ้าแผ่นดินทรงเอาพระทัยใส่อุปถัมภ์มาก่อนสมัยสร้างกรุงเทพฯ แล้ว
พระเทพมุนี วัดสังข์กระจาย เป็นปีที่ประจักษ์ว่าเป็นผู้ที่คงแก่เรียนมีความรู้ความสามารถยิ่งองค์หนึ่ง จะเห็นได้ว่าในปี พ.ศ. 2332 คราวเกิดอสุนีบาตตกต้องมุขเด็จพระที่นั่งอมรินทราภิเศกมหาปราสาทติดเป็นเพลิงลุกไหม้ขึ้น พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าฯ ทรงพระแสงของ้าวเร่งข้าราชการดับเพลิงจนสงบแล้ว ทรงปริวิตกว่าเห็นจะเป็นอวมงคลนิมิตแก่บ้านเมืองเป็นแท้ พระราชาคณะที่เป็นปราชญ์มีความชำนาญทั้งพุทธศาสตร์และโลกศาสตร์ต่างได้ลงชื่อเข้าร่วมถวายไชยมงคลให้เบาพระทัยเป็นเอกฉันท์ร่วมกันว่า ไม่เป็นอวมงคลแต่อย่างใด หากจะเป็นความปราชัยบังเกิดแก่ศัตรูในภายหน้า*** ในพระราชวิจารณ์รัชกาลที่ 5 กล่าวรายนามพระสงฆ์ที่ถวายพระพรในครั้งนี้ว่า มีพระเทพมุนีวัดสังข์กระจายร่วมคณะอยู่ด้วยรูปหนึ่ง****
มีเค้าอยู่อีกตอนหนึ่งที่แสดงให้ทราบถึงว่า วัดสังข์กระจายในยุคแรก ๆ มีพระสงฆ์อาวุโสทรงพฤทธิภาพเป็นที่เคารพนับถือของเจ้านายชั้นผู้ใหญ่หลายองค์ จึงปรากฏว่าสมัยหนึ่งมีการสมโภชพระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย พระสงฆ์ถูกอาราธนารับภัตตาหารเพล มีรายนามพระสงฆ์วัดสังข์กระจายทั้งสามรูป คือ พระเทพมุนี พระญาณโพธิ และอาจารย์อีกรูปหนึ่งไม่ออกนาม*
ในจดหมายเหตุสุบินนิมิต ก็ออกชื่อพระเทพมุนีและพระญาณโพธิว่า ได้อยู่ร่วมชุดพระราชาคณะผู้ใหญ่ ทำนายสุบินนิมิตของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกด้วย บอกว่าทรงสุบินปีชวดจัตวาศก จุลศักราช 1145 ตรงกับ พ.ศ.2335** การที่ท่านได้เข้าถวายไชยมงคลพยากรณ์อสุนีบาตก็ดีและทำนายสุบินนิมิตก็ดี ทั้งสองครั้งได้แสดงให้เห็นว่า ท่านต้องมีความชำนิชำนาญในเรื่องโหราศาสตร์อีกวิชาหนึ่งด้วย
ข้อที่น่าสังเกตคือ ในสมัยนี้ วัดสังข์กระจายมีพระราชาคณะถึง 2 รูป อีกรูปหนึ่งก็คือ พระญาณโพธิ แต่ก็มีชื่ออยู่แต่ในสมัยพระเทพมุนีเท่านั้น เพราะอันดับนามเจ้าอาวาสรูปที่ 2 แทนที่จะเป็นพระญาณโพธิ กลับเป็นพระครูมารวิชิตไป ฉะนั้น พระญาณโพธิจึงน่าจะลาสิกขาเสียมิฉะนั้นก็อาจย้ายสำนักหรือสิ้นอายุลงเสียอย่างใดอย่างหนึ่งแน่นอน
พระเทพมุนีเจ้าอาวาสรูปแรกองค์นี้ จะเป็นชาวจังหวัดไหน ชาตะ มรณะ เมื่อ พ.ศ.ใด ยังสืบหาข้อมูลไม่ได้

พระเทพมุนี (ด้วง) เป็นผู้แต่งมหาเวสสันดรชาดกกัณฑ์ชูชก
ตามความทรงจำของคนเก่า ๆ ทั้งในและนอกสำนักว่า วัดนี้มีท่านเจ้าคุณองค์หนึ่งได้แต่งมหาชาติกัณฑ์ชูชกเอาไว้ เรียกกันติดปากว่า ท่านเจ้าชูชกในเวลาท่านแสดงก็ไพเราะไม่มีผู้ใดแสดงเหมือน รุ่นหลัง ๆ ต่อมาในสำนักที่มีชื่อในรัชกาลที่ 3 มี พระเนกขัมมุนี พระใบฎีกาบุญ และพระใบฎีกาเรือง ในรัชกาลที่ 5 มีพระอริยศีลาจารย์ (เอี่ยม) และพระใบฎีกาสอน แต่เวลาว่างเลยมานานไม่ได้ใส่ใจจำกัน ก็เลยลืมเลือน ไม่รู้ว่าใครเป็นใคร
ได้สอบถามดูหนังสือประวัติวรรณคดีไทยหลายเล่มแล้ว ไม่เห็นยุติลงรอยกันได้ในเรื่องผู้แต่งมหาเวสสันดรชาดกกัณฑ์ชูชก มีความเห็นค้านกันไปต่าง ๆ นานา บ้างว่าเป็นสำนวนวัดถนนกรุงเก่า บ้างว่าวัดสังข์กระจาย บางเล่มก็ลบหายไปเลย รู้สึกว่าอึดอัดใจจริงในการที่จะยืนยันลงไปให้แน่ชัดว่า ผู้ใดแต่งไว้ ทั้งนี้เนื่องจากผู้แต่งไม่ได้ผลิตผลงานไว้มากพอจะให้ความหาเรื่องราวได้อย่างแน่ชัด จริงแล้วที่มหาเวสสันดรชาดกมีมาแล้วแต่สมัยกรุงเก่าแต่ผู้ใดที่ได้แต่งกัณฑ์ชูชกที่มีสำนวนนิยมแล้วแน่ใจว่า ตามสารบบของหนังสือมหาเวสสันดรชาดกฉบับกระทรวงศึกษาธิการว่า ผู้นิพนธ์โดย สำนักวัดสังข์กระจายนั้นถูกต้องไม่ผิดเทียว ได้เสาะหาดูพบเหตุผลหลักฐานอยู่หลายประการ จักขอลองคลี่คลายดู เพื่อเสนอสู่ดุลยพินิจของทวยเมธีไว้ ณ ที่นี้ ไม่มั่นใจว่าจะสมบูรณ์อย่างแท้จริง
ค้นไว้ว่า ครั้น ปี พ.ศ.2350 พระเทพมุนี วัดสังข์กระจาย ได้เข้าถวายเทศน์กัณฑ์ชูชกในรัชกาลที่ 1 ในหนังสือวชิรญาณวิเศษ* กล่าวดังนี้
“ (พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก) ทรงพระจินดาไมยญาณ จะทรงพระราชอุทิศอัครมหาบูชาวรามิศวิจิตรอัศจรรย์ แก่มหาเวสสันดรชาดกเบื้องปลายใกล้ปรมาภิเษกสัมโพธิญาณ จึงมีพระราชบริหารดำรัสเหนือเกล้าสั่งสมเด็จอัคราโชรส และสมเด็จพระอัคคราชนัดดาบรมวงศานุวงศ์ทั้งปวง ให้แจกรับปันซึ่งกัณฑ์มหาชาติ
พระบรมราชโองการที่โปรดให้บรมวงศานุวงศ์รับเป็นเจ้าภาพกัณฑ์เทศน์เป็นกัณฑ์ ๆ ไปนี้ปรากฏว่า เจ้าจอมฝ่ายในรับกัณฑ์ชูชก พระเทพมุนีวัดสังข์กระจายสำแดง” ** การจัดมหาชาติครั้งนี้บอกว่ายิ่งใหญ่นัก ใคร ๆ ได้พบเห็น ก็อดที่จะอวยวจีแซ่ซร้องสาธุการเสียมิได้ ครั้งหลัง ๆ จะมีอีกก็ไม่เท่าเทียมเหมือนครั้งนี้
พระราชพงศาวดารฉบับราชหัตถเลขามีบันทึกว่าอีกคราวหนึ่ง มีการเทศน์มหาชาติแผ่พระราชกุศลถึงพระองค์เจ้าต่างกรม และข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ฝ่ายหน้าฝ่ายใน เจ้าจอมพระสนมเอกมีกำลังพอ ได้ทำกระจาดใหญ่บูชากัณฑ์เทศน์มหาชาติ 13 กระจาด ตั้งกระจาดหน้ากำแพงมหาปราสาททรายตลอดมาถึงหน้าโรงทองนาฬิกา และข้างขานชลาด้วยประกวดประชันกันนัก กระจาดคุณแว่นพระสนมเอกแต่งเด็กศีรษะเครื่องแต่งหมดจด ถวายพระเป็นสิทธิ์ขาดทีเดียว แต่จะเป็นปีใดค้นหาจดหมายเหตุไม่ได้
ตามหลักฐานทั้งสองแห่งนี้ ต่างกล่าวด้วยเรื่องกระจาดใหญ่กัณฑ์เทศน์มหาชาติทั้งนั้น แปลกแต่หนังสือวชิรญาณวิเศษได้อ้างศักราชว่า ล่วงแล้ว 2350 พรรษา คณานับปัจจุบัน ณ วัน 7 เดือน 12 ขึ้น 8 ค่ำเถาะ นพศกส่วนพระราชพงศาวดารมีกล่าวถึงเจ้าจอมแว่นแล้วบอกว่าค้นวันเดือนปีไม่ได้ แต่ในหนังสือเล่มนี้ก็ได้จัดยุคไว้ว่าอยู่ในระหว่าง พ.ศ.2350 จึงให้ความสว่างว่า ได้มีการเทศน์มหาชาติครั้งใหญ่ถึง 2 ครั้ง และพระเทพมุนี วัดสังข์กระจายเป็นผู้แสดงกัณฑ์ชูชก
ในหนังสือเรื่องตั้งพระราชาคณะผู้ใหญ่กรุงรัตนโกสินทร์ สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงสันนิษฐานไว้ว่า บางทีจะเป็นผู้แต่งกัณฑ์ชูชก ที่เรียกกันว่า ความเรียงวัดสังข์กระจาย ซึ่งเทศน์กันอยู่ทั่วไปทุกวันนี้
มีกล่าวไว้ในตำนานเก่า วัดราชสิทธิ์ วัดโมลีโลก และวัดสังข์กระจายว่าพระเนกขัมมุนี เจ้าอาวาสรูปที่ 3 ได้แสดงกัณฑ์ชูชก ดูเหมือนจะเป็นผู้แต่ง เพราะเคยได้ถวายเทศน์กัณฑ์ชูชกในรัชกาลที่ 3 เหมือนพระเทพมุนีเหมือนกัน แต่มีข้อแย้งเห็นได้ชัดเจนว่า สมเด็จพระบรมพระปรมานุชิตชิโนรสได้ทรงนิพนธ์ร่ายยาวมหาชาติไว้ 11 กัณฑ์ เว้นกัณฑ์ชูชกกับกัณฑ์มหาพน ทรงยอมรับว่าจะแต่งให้ดีไปกว่านี้ไม่ได้ จึงไม่ทรงแต่ง** ซึ่งแสดงความว่ากัณฑ์ชูชกและกัณฑ์มหาพน ได้แต่งไว้จนรับความนิยมมาก่อนแล้ว
อนึ่งคราวที่พระเทพโมลี (กลิ่น) วัดราชสิทธิ์ฯ และพระเทพมุนี (ด้วง) วัดสังข์กระจาย ได้เข้าถวายเทศน์มหาชาติใน พ.ศ.2350 สมเด็จกรมพระปรมานุชิตชิโนรสเพิ่งมีพระชนมายุเพียง 27 พรรษา พระเนกขัมมุนีเป็นเจ้าอาวาสรูปที่ 3 จะต้องอยู่ในรุ่นเดียวกันกับสมเด็จกรมปรมานุชิต มติที่ว่า พระเนกขัมมุนีแต่งกัณฑ์ชูชกจึงตกไป
ความเป็นปราชญ์เฟื่องฟุ้งในโลกศาสตร์ของพระเทพมุนี เท่าที่ปรากฏเป็นที่นับถือของเจ้านายเชื้อพระวงศ์หรือข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ เคยได้ร่วมคณะเข้าถวายไชยมงคลพยากรณ์เหตุอสุนีบาต เคยถวายคำทำนายสุบินนิมิต ทั้งเคยถวายแก้กังขาปัญหาธรรม ครั้งรัชกาลที่ 1 เหล่านี้เจ้าอาวาสยุคหลังต่อมาไม่เคยมีกิตติศัพท์โด่งดังปรากฏปรีชาเหมือนพระเทพมุนีเลย
โดยทั่ว ๆ ไป นักกวีย่อมจะถ่ายทอดความรู้ความนึกคิดที่ตนมี ไม่ว่าจะเป็นด้านใดที่ตนชำนาญช่ำชองออกไว้ในบทประพันธ์ของตน ถ้าหากสังเกตดูภูมิปัญญาของผู้แต่งในสำนวนกัณฑ์ชูชกแล้ว ก็จะพบว่า ความรอบรู้เหล่านี้ พระเทพมุนีมีอยู่แล้วอย่างพร้อมเพรียง เช่น ด้านพุทธศาสตร์ รู้จักฉันทลักษณ์ลีลาภาษาบาลีแต่งได้อย่างเหมาะเจาะ และมีความรู้ขนบธรรมเนียมพราหมณ์ โหราศาสตร์ ไสยศาสตร์อย่างกว้างขวาง ในด้านโลกศาสตร์ คติธรรมประเพณีความเป็นอยู่ของชาวบ้าน ก็มีความชำนาญไม่แพ้กัน จึงทำให้ถอดแบบบรรยายให้เห็นภาพพจน์ได้ ล้อในที่ควรล้อ เอาอย่างในที่ควรเอาอย่าง จี้จุดในที่เหมาะจะจี้ ความจริงน่าจะชักเอาสำนวนของกัณฑ์ชูชกบางตอนมาชี้ให้เห็นว่า พระเทพมุนีได้เอาความชำนิชำนาญที่ท่านมีอยู่แสดงออกไว้ในกัณฑ์นี้อย่างไรบ้าง แต่เกรงว่าจะเฝือความ อีกทางหนึ่ง ในการเทศน์มหาชาตินี้ปรกติถ้าหากผู้ใดมีความรู้ทรงอักษรศาสตร์ดี ก็มักจะแต่งความเพิ่มขึ้นหรือตัดลง บางครั้งสร้างทำนองใหม่ นี้ถึงแม้ว่าจะเป็นของที่ได้แต่งเติมกันเรื่อย ๆ มาแต่ก่อน แต่เมื่อได้เทศน์จนได้รับความนิยมก็เลยยกย่องว่าเป็นสำนวนขององค์นั้นองค์นี้ไป ด้วยเหตุผลดังกล่าวมาพอสรุปได้ว่า
เวสสันดรชาดกกัณฑ์ชูชก ที่ว่าสำนวนวัดสังข์กระจายนั้น พระเทพมุนี (ด้วง) วัดสังข์กระจาย เป็นผู้แต่ง

เกียรติคุณของวัด
เกียรติคุณของวัดสังข์กระจายฯ ที่ขึ้นชื่อกว่าสิ่งอื่นใดจนถึงบัดนี้ คือ สำนวนมหาชาติกลอนเทศน์กัณฑ์ชูชกที่กล่าวว่า สำนักวัดสังข์กระจายฯเป็นผู้แต่ง นายธนิต อยู่โพธิ์ อดีตอธิบดีกรมศิลปากร ได้อธิบายเรื่องมหาชาติกลอนเทศน์ และเรื่องแต่งสำนวนดีไว้ว่า
หนังสือมหาชาติแต่งสำหรับนักเทศน์ ซึ่งเรียกกันว่ามหาชาติกลอนเทศน์นั้น วิธีแต่งก็คือเอาคำบาลีทั้งที่เป็นคาถาและอรรถกถาลงไว้ แล้วแต่งความภาษาไทยเป็นร่ายยาวต่อเข้าเป็นตอนสำหรับเทศน์ ด้วยประสงค์จะให้ฟังทั้งภาษาไทยและภาษาบาลี มหาชาติกลอนเทศน์นี้เป็นที่นิยมกันแพร่หลายในพื้นเมืองยิ่งกว่าสำนวนเก่าและมีผู้แต่งกันขึ้นมากมายหลายสำนวน ผู้แต่งในชั้นกรุงรัตนโกสินทร์นี้ ที่ปรากฏชื่อเสียงก็มีหลายท่าน เช่น พระเทพโมลี (กลิ่น) เจ้าพระยาคลัง (หน) สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิตชิโนรส และพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และยังมีท่านที่ไม่ปรากฏชื่อ ปรากฎแต่สำนัก คือ สำนักวัดสังข์กระจายฯ แต่งไว้อีก คงจะได้จากฉบับที่กระทรวงศึกษาธิการได้นำมารวมพิมพ์เป็นร่ายยาวมหาเวชสันดรชาดก ใช้เป็นแบบเรียนภาษาไทยประเภทสอนอ่านกวีนิพนธ์ทุกวันนี้ บทร้อยกรองเรื่องมหาชาติสำนวนต่าง ๆ ที่กล่าวถึงนี้ เป็นวรรณคดีไทยที่มีรสนิยมแปลกและไพเราะเพราะพริ้งเป็นอย่างยิ่ง

ที่ว่าสำนักวัดสังข์กระจายฯเป็นผู้แต่งกัณฑ์ชูชกนั้น ท่านแต่ก่อนคงจะยังไม่ทราบตัวผู้แต่งแน่ชัด ทราบแต่เพียงเค้าเงื่อนว่าท่านผู้แต่งอยู่ในสำนักวัดนี้ แต่ปัจจุบันลงความเห็นกันว่า พระเทพมุนี (ด้วง) เจ้าอาวาสวัดสังข์กระจายองค์ที่ ๑ เป็นผู้แต่ง ในประกาศเรื่องบำเพ็ญพระราชกุศลเทศน์มหาชาติในรัชกาลที่ ๑ พ.ศ. ๒๓๕๐ ก็มีข้อความตอนหนึ่งว่า เจ้าจอมฝ่ายใน (คุณเสือ) รับกัณฑ์ชูชก พระเทพมุนี วัดสังขจายสำแดง

ลำดับและประวัติเจ้าอาวาส
บรรดาเจ้าอาวาสที่ปกครองวัดนี้ ในหนังสือเรื่องตำนานวัดราชสิทธิ วัดโมลีโลก และวัดสังข์กระจาย ได้เรียงลำดับเจ้าอาวาสไว้ ๙ รูป กับปัจจุบันอีก ๑ รูป รวมเป็น ๑๐ รูป ดังนี้

  • พระเทพมุนี (ด้วง)
  • พระครูมารวิชิต (ดา)
  • พระเนกขัมมุนี (แสง)
  • พระสังวรวิมล (มา)
  • พระปรากรมมุนี (นวล)
  • พระอริยศีลาจารย์ (เอี่ยม)
  • พระอริยศีลาจารย์ (แสง)
  • พระอริยศีลาจารย์ (วรรณ บางแห่งเขียนว่า วัน)
  • พระราชศีลาจาร (เกษม สมบูรณ์)

ความแตกต่างระหว่างละครนอกและละครใน



ละครนอก

1.ละครนอกใช้ผู้ชายแสดงเท่านั้น

2.ภาษาที่ใช้จะมีความเป็นกันเอง ไม่เป็นภาษาทางการมากหนัก

3.ละครนอกเนื้อหาที่ใช้ในการแสดง ไม่ค่อยเข่งคัดมากนัก จะมีการแข่งกันในแต่ละคณะ

4.ใช้แสดงตามงานต่างๆ ให้ชาวบ้านดู

5.แต่งตัวละครแบบสามัญ

6.การแสดงเรื่องรวดเร็ว ตลกขบขัน

7.เป็นเพลงชั้นเดียวหรือ 2 ชั้น

                ละครใน

1.ละครในใช้ผู้หญิงแสดงได้เท่านั้น

2.ภาษาที่ใช้ในการแสดงจะมีความไพเราะกว่าภาษาที่ใช้ในการแสดงละครนอก

3.เนื้อหาในการแสดงค่อนข้างมีแบบแผน

4.ใช้แสดงให้พระมหากษัตริย์ เชื้อพระวงศ์

5.แต่งตัวละครแบบยืนเครื่อง

6.การแสดงเน้นที่ศิลปะ การร่ายรำ มีลีลาตามแบบแผน ประเพณี

7.มีทำนองนิ่มนวล สละสลวย ตัวละครไม่ต้องร้องเอง

วิธีการทำภูเขาไฟจำลอง



วิธีที่1 เตรียมโซเดียมไบคาร์บอนเนต 2-3 ช้อนโต๊ะ NaHCO3 หรือ โซดาไฟ + CH3COOH + สีแดง + น้ำยาล้างจาน

น้ำส้มสายชู 1 ขวดเล็ก

สีผสมอาหารสีแดง 2-3 หยด

จะทำให้เกิดน้ำปะทุไหลออกมา

  • NaHCO3      = โซเดียมไฮโดรเจนคาร์บอเนต หรือ ผงฟู
  • CH3COOH    = น้ำส้มสายชู

วิธีที่2 ด่างทับทิม + กรีเซอรอล จะเกิดเหมือนการประทุเป็นไฟออกมา

 การทำ

ภูเขา ใช้ ปูนขาว

การระเบิด ใช้ ผงฟู หรือ โซดาไฟ + น้ำส้มสายชู

ส่วน ไฟที่พุ่งออกมา ใช้ ด่างทับทิม + น้ำส้มสายชู

การจำแนกพืช

การจำแนกพืช

การจำแนกพืชมี 3 พวกคือ

1.พืชไร่ 

พืชไร่เป็นไม้ประเภทไม้ล้มลุกและไม้ทนแล้ง ต้องการน้ำน้อย มีอายุการปลูกและการเก็บเกี่ยวไม่นาน และเมื่อให้ผลผลิตแล้วลำต้นก็จะตาย พืชไร่ถือเป็นอาชีพหลักของเกษตรกรของประเทศไทย พืชไร่ที่จัดเป็นพืชเศรษฐกิจนำรายได้มาสู่ประเทศไทยอย่างมาก เช่น อ้อย เป็นวัตถุดิบสำหรับผลิตน้ำตาลทราย ข้าวโพด เป็นวัตถุดิบสำหรับผลิตอาหารสัตว์ มันสำปะหลัง เป็นวัตถุดิบในการผลิตแป้งและอาหารสัตว์ ซึ่งวิทยาลัยเกษตรกรรมได้มีการส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกพืชไร่อย่างมีคุณภาพ เช่น ส่งเสริมให้เกษตรกรป,มันสำปะหลังพันธุ์ห้วยบง 60 ซึ่งให้ผลผลิตสูง ทนโรค ส่งเสริมการปลูกสับปะรดพันธุ์เพชรบุรี ซึ่งมีคุณสมบัติหวานกรอบ เป็นต้น

การจำแนกพืชไร่

พืชไร่สามารถจำแนกตามประโยชน์ใช้งานได้เป็น พืชอาหารสัตว์ พืชใช้เมล็ด พืชคลุมดิน พืชหัว พืชสมุนไพร พืชเส้นใย พืชน้ำมัน พืชน้ำตาล เป็นต้น

ตัวอย่างพืชไร่

ประเภทอาหารสัตว์ ได้แก่ ข้าวโพด ข้างฟ่าง ประเภทใช้เมล็ด ได้แก่ ข้าวโพด ข้างฟ่าง และต้นถั่วสำหรับเป็นอาหารสัตว์ ประเภทคลุมดิน ได้แก่ พืชตระกูลถั่ว ประเภทใช้หัว ได้แก่ มันฝรั่ง มันเทศ มันสำปะหลัง ประเภทสมุนไพร ได้แก่ ฟ้าทลายโจร ตะไคร้หอม ขมิ้น ประเภทเส้นใย ได้แก่ ฝ้าย ปอ ป่าน ประเภทให้น้ำมัน ได้แก่ ถั่วเหลือง ละหุ่ง ทานตะวัน งา ประเภทให้น้ำตาล ได้แก่ อ้อย มะพร้าว ตาล

พืชอุตสาหกรรม

ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีศักยภาพด้านการเกษตร ซึ่งการเกษตรถือเป็นรากฐานของประเทศไทย มีการปลูกพืชประเภทพืชสวนเป็นจำนวนมากและพืชสวนที่ถือเป็นพืชเศรษฐกิจของประเทศ ได้แก่ ปาล์มน้ำมัน ซึ่งสามารถใช้ได้ทั้งในอุตสาหกรรมอาหารและด้านพลังงานทดแทน โดยมีการใช้น้ำมันปาล์มทดแทนน้ำมันดีเซลซึ่งต้องนำเข้าจากต่างประเทศปีละหลายร้อยล้านบาท ซึ่งน้ำมันที่เป็นทรัพยากรโลกก็เริ่มลดน้อยลง และส่งผลให้ราคายิ่งสูงขึ้น ประเทศไทยมีเป้าหมายในการเพิ่มพื้นที่ปลูกปาล์มน้ำมันให้ได้ 10 ล้านไร่ ภายในปี 2572 นอกจากปาล์มน้ำมันที่เป็นพืชอุสากรรมของไทยแล้ว ยังมี กาแฟ ชา และมะคาเดเมีย ซึ่งมีการปลูกทางภาคใต้และภาคเหนือของประเทศไทย ทำรายได้เข้าสู่ประเทศและทำรายได้ให้เกษตรกรในท้องถิ่นได้เป็นอย่างดี
ปาล์มน้ำมัน
ชื่อสามัญ Oil palm
ชื่อวิทยาศาสตร์ Elaters Guineensis Jacq.
ถิ่นกำเนิด แถบแอฟริกาตะวันตก
ความสำคัญ เป็นพืชน้ำมันที่มีศักยภาพในการแข่งขันสูงกว่าพืชน้ำมันชนิดอื่นทั้งด้านการผลิตและด้านการตลาด ส่วนแบ่งการผลิตน้ำมันปาล์มต่อน้ำมันพืชของโลก มีแนวโน้มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องและรวดเร็ว จากร้อยละ 11.7 ในช่วงปี 2519 – 2543 เพิ่มเป็นร้อยละ 27.5 ในช่วงปี 2544 – 2548 และคาดว่าจะเพิ่มสูงขึ้นเป็นร้อยละ 31.2 ในช่วงปี 2549 – 2563 โดยมีประเทศผู้ผลิตสำคัญคือมาเลเซียและอินโดนิเซีย
สำหรับประเทศไทย อุตสาหกรรมน้ำมันปาล์มของไทยมีอัตราการขยายตัวค่อนข้างสูงขึ้นเช่นกัน โดยมีพื้นที่เพาะปลูกเพิ่มขึ้นจาก 69,625 ไร่ในปี 2520 เป็น 2.04 ล้านไร่ใน 2546 และน้ำมันปาล์มเป็นน้ำมันพืชที่มีส่วนแบ่งการผลิตสูงสุดของอุตสาหกรรมน้ำมันพืชของประเทศไทย คือ มีส่วนแบ่งการผลิตถึงร้อยละ 73 และมีส่วนแบ่งการบริโภคน้ำมันร้อยละ 62 ของน้ำมันพืชทุกชนิด

ในส่วนของการส่งเสริมวิชาชีพเกษตรของวิทยาลัยเกษตรกรรมทั่วทั้งประเทศไทยก็ได้มีการส่งเสริมให้ความรู้กับเกษตรกรผู้ประกอบอาชีพพืชไร่ชนิดต่าง ๆ

2.ป่าไม้

ป่า ตามพระราชบัญญัติป่าไม้ หมายถึง ที่ดินที่ไม่มีบุคคลใดบุคคลหนึ่งได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์ครอบครองตามกฎหมายที่ดิน

ป่าไม้ (Forest) หมายถึง บริเวณที่มีต้นไม้หลายชนิด ขนาดต่างๆ ขึ้นอยู่อย่างหนาแน่นและกว้างใหญ่พอที่จะมีอิทธิพลต่อสิ่งแวดล้อมในบริเวณนั้น เช่น ความเปลี่ยนแปลงของลมฟ้าอากาศ ความอุดมสมบูรณ์ของดินและน้ำ มีสัตว์ป่าและสิ่งมีชีวิตอื่นซึ่งมีความสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน

ประเภทของป่า

ในประเทศไทยเราสามารถแบ่งประเภทของป่าออกได้เป็น 2 ประเภทด้วยกันได้แก่

  • ป่าไม่ผลัดใบ (Evergreen Forest) ป่าประเภทนี้มีประมาณ 30% ของเนื้อที่ป่าทั้งประเทศ สามารถแบ่งย่อยออกไปได้อีก 4 ชนิด ดังนี้
    • ป่าดิบเมืองร้อน (Tropical Evergreen Forest)
    • ป่าสน (Coniferous Forest)
    • ป่าพรุ (Swamp Forest)
    • ป่าชายหาด (Beach Forest)
  • ป่าผลัดใบ (Deciduous Forest) แบ่งได้ 3 ชนิด คือ
    • ป่าเบญจพรรณ (Mixed Deciduous Forest)
    • ป่าแพะ ป่าแดง ป่าโคก หรือป่าเต็งรัง (Deciduous Dipterocarp Forest)
    • ป่าหญ้า (Savanna Forest)

ป่าไม่ผลัดใบ

ลักษณะของป่าดงดิบทั่วไป มักเป็นป่าทึบ ประกอบด้วยพันธุ์ไม้มากมายหลายร้อยชนิด ต้นไม้ชั้นบนซึ่งส่วนใหญ่เป็นไม้ตระกูลยาง (Dipterocarpaceae) มักมีลำต้นสูงตั้งแต่ 30 ถึง 50 เมตร และมีขนาดใหญ่มาก ถัดลงมาก็เป็นต้นไม้ขนาดเล็กและขนาดกลาง ซึ่งสามารถขึ้นอยู่ใต้ร่มเงาของต้นไม้ใหญ่ได้ รวมทั้งต้นไม้ในตระกูลปาล์ม (Palmaceae) ชนิดต่างๆ พื้นป่ามักรกทึบ และประกอบด้วยไม้พุ่ม ไม้ล้มลุก ระกำ หวาย ไม้ไผ่ต่างๆ บนลำต้นมีพันธุ์ไม้จำพวก epiphytes เช่น พวกเฟิร์น และมอส ขึ้นอยู่ทั่วไป เถาวัลย์ในป่าชนิดนี้มากกว่าในป่าชนิดอื่นๆ ไม้พื้นล่าง (undergrowth) ที่มีในป่าชนิดนี้มี ไม้ไผ่ (bamboo) หลายชนิด เช่น ไม้ฮก (Dendrocalamus brandisii Kurz.) ไม้เฮี้ย (Cephalostachyum virgatum Kurz.) ไม้ไร่เครือ ไม้ไผ่คลาน (Dinochloa macllelandi Labill.) เป็นต้น นอกจากนั้นก็มีไม้ในตระกูลปาล์มต่างๆ เช่น ต๋าวหรือลูกชิด (Arenga pinnata Merr.) เต่าร้าง (Caryota urens Linn.) และค้อ

 (Livistona speciosa Kurz.) เป็นต้น รวมทั้งเฟินหรือกูด เฟินต้นและหวาย (Calamus spp.)

ป่าดิบเมืองร้อน

เป็นป่าไม่ผลัดใบ เป็นป่าที่อยู่ในเขตที่มีมรสุมพัดผ่านอยู่เกือบตลอดทั้งปี มีปริมาณน้ำฝนมาก ดินมีความชื้นอยู่ตลอดเวลา ขึ้นอยู่ทั้งในที่ราบและที่เป็นภูเขาสูง มีกระจายอยู่ทั่วไปตั้งแต่ภาคเหนือไปถึงภาคใต้ ป่าดิบเมืองร้อนจะเกิดขึ้นได้ต้องมีสภาพภูมิอากาศ ค่อนข้างชื้นและฝนตกชุก ได้รับอิทธิพลของลมมรสุมอย่างมาก แบ่งย่อยตามสภาพความชุ่มชื้นและความสูงต่ำของภูมิประเทศ ได้ดังนี้

ป่าดิบชื้น

ดูบทความหลักที่ ป่าดิบชื้น

ป่าดิบชื้น

ป่าดิบชื้น (Tropical Rain Forest) มีอยู่ทั่วไปในทุกภาคของประเทศ และมากที่สุดแถบชายฝั่งภาคตะวันออก เช่น ระยอง จันทบุรี และที่ภาคใต้ กระจัดกระจาย ตามความสูงตั้งแต่ 0 – 100 เมตรจากระดับน้ำทะเลซึ่งมีปริมาณน้ำฝนตกมากกว่าภาคอื่น ๆ ลักษณะทั่วไปมักเป็นป่ารกทึบ ประกอบด้วยพันธุ์ไม้มากมายหลายร้อยชนิด ต้นไม้ส่วนใหญ่เป็นวงศ์ยาง ไม้ตะเคียน กะบาก อบเชย จำปาป่า ส่วนที่เป็นพืชชั้นล่างจะเป็นพวกปาล์ม ไผ่ ระกำ หวาย บุกขอน เฟิร์น มอส กล้วยไม้ป่าและ เถาวัลย์ชนิดต่างๆ

ป่าดิบแล้ง

ป่าดิบแล้ง (Dry Evergreen Forest) มีอยู่ทั่วไปตามภาคต่าง ๆ ของประเทศ ตามที่ราบเรียบหรือตามหุบเขา มีความสูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 500 เมตร และมีปริมาณน้ำฝนระหว่าง 1,000-1,500 ม.ม. พันธุ์ไม้ที่สำคัญ เช่น ยางแดง มะค่าโมง เป็นต้น พื้นที่ป่าชั้นล่างจะไม่หนาแน่นและค่อนข้างโล่งเตียน

 ป่าดิบเขา

ป่าดิบเขา (Hill Evergreen Forest) เป็นป่าที่อยู่สูงจากระดับน้ำทะเล ตั้งแต่ 1,000 เมตรขึ้นไป ส่วนใหญ่อยู่บนเทือกเขาสูงทางภาคเหนือ และบางแห่งในภาคกลางและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เช่นที่ อช.ทุ่งแสลงหลวง และ อช.น้ำหนาว เป็นต้น มีปริมาณน้ำฝนระหว่าง 1,000 ถึง2,000 ม. พืชที่สำคัญได้แก่ไม้วงศ์ก่อ เช่น ก่อสีเสียด ก่อตาหมูน้อย อบเชย กำลังเสือโคร่ง เป็นต้น บางทีก็มีสนเขาขึ้นปะปนอยู่ด้วย ส่วนไม้พื้นล่างเป็นพวกเฟิร์น กล้วยไม้ดิน มอสต่าง ๆ ป่าชนิดนี้มักอยู่บริเวณต้นน้ำลำธาร

ป่าสน

ป่าสน (Coniferous Forest) มีกระจายอยู่เป็นหย่อม ๆ ตามภาคเหนือ เช่น จังหวัดเชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน ลำปาง เพชรบูรณ์ และที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่จังหวัดเลย ศรีสะเกษ สุรินทร์ และอุบลราชธานี มีอยู่ตามที่เขาและที่ราบบางแห่งที่มีระดับสูงจากน้ำทะเลตั้งแต่ 200 เมตรขึ้นไป บางครั้งพบขึ้นปนอยู่กับป่าแดงและป่าดิบเขา ป่าสนมักขึ้นในที่ดินไม่อุดมสมบูรณ์ เช่น สันเขาที่ค่อนข้างแห้งแล้ง ประเทศไทยมีสนเขาเพียง 2 ชนิดเท่านั้น คือสนสองใบและสนสามใบ และพวกก่อต่าง ๆ ขึ้นปะปนอยู่ พืชชั้นล่างมีพวกหญ้าต่าง ๆ

ป่าพรุ

คือป่าที่อยู่ตามที่ราบลุ่มมีน้ำขังอยู่เสมอและตามริมฝั่งทะเลที่มีโคลนเลนทั่ว ๆ ไป ปริมาณน้ำฝนไม่น้อยกว่า 2,000 ม.ม.ต่อปี แบ่งเป็นย่อย ๆ ได้ 2 ชนิดคือ

ป่าพรุหรือป่าบึงน้ำจืด

ป่าพรุหรือป่าบึงน้ำจืด (Fresh Water Swamp Forest) ป่าประเภทนี้อยู่ถัดจากชายฝั่งทะเลเข้ามา จะมีน้ำท่วมหรือชื้นแฉะตลอดปี ดินมักเป็นทรายหรือโคลนตมพันธุ์ไม้ที่ขึ้นอยู่ เช่น สำโรง กะเบาน้ำ กันเกรา เป็นต้น

ป่าชายเลน

ดูบทความหลักที่ ป่าชายเลน

ป่าชายเลน (Mangrove Swamp Forest) ป่าชนิดนี้จะขึ้นอยู่ตามชายฝั่งทะเลที่มีดินโคลนและน้ำทะเลท่วมถึง เช่น ตามชายฝั่งตะวันตก ตั้งแต่ระนองถึงสตูลแถบอ่าวไทยตั้งแต่สมุทรสงครามถึงตราด และจากประจวบคีรีขันธ์ลงไปถึงนราธิวาส ไม้ที่สำคัญเช่น ไม้โกงกางใบเล็ก โกงกางใบใหญ่ แสมลำพู โพทะเล เป็นต้น

ป่าชายหาด

ป่าชายหาด (Beach Forest) เป็นป่าที่มีอยู่ตามชายฝั่งทะเลที่เป็นดินกรวด ทรายและโขดหินพันธุ์ไม้จะต่างจากที่ที่น้ำท่วมถึง ถ้าชายฝั่งเป็นดินทรายก็มีสนทะเล พืชชั้นล่างก็จะมีพวกตีนนก และพันธ์ไม้เลื้อยอื่น ๆ อีกบางชนิด ถ้าเป็นกรวดหรือหิน พันธุ์ไม้ที่ขึ้นส่วนใหญ่ก็เป็นพวกกระทิง หูกวาง เป็นต้น

ป่าผลัดใบ

ป่าเบญจพรรณ

ป่าเบญจพรรณ (Mixed Deciduous Forest) ป่าชนิดนี้มีอยู่ทั่วไปในภาคเหนือ ภาคกลางและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ส่วนภาคใต้ไม่ปรากฏว่ามีอยู่ ป่าชนิดนี้มักจะมีไม้สักขึ้นอยู่ปะปนอยู่ทั่วไป โดยเฉพาะทางภาคเหนือและทางภาคกลางบางแห่ง ส่วนทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีป่าเบญจพรรณอยู่น้อย ลักษณะของป่าเบญจพรรณ โดยทั่วไปเป็นป่าโปร่งประกอบด้วยต้นไม้ขนาดกลางเป็นส่วนมาก พื้นที่ป่าไม่รกทึบมีไม้ไผ่ชนิดต่าง ๆ ขึ้นอยู่มาก ในฤดูแล้งต้นไม้ทั้งหมดจะพากันผลัดใบและมีไฟป่าไหม้อยู่ทั้งปี มีพันธุ์ไม้ขึ้นคละกันมากชนิด เช่น ไม้สัก แดง ประดู่ มะค่าโมง ชิงชัน ตะแบก เป็นต้น พืชชั้นล่างก็มีพวกหญ้า พวก ไม้ไผ่ชนิดต่าง ๆ เช่น ไผ่ป่า ไผ่รวก ไผ่นวล เป็นต้น

ป่าเต็งรัง

ป่าเต็งรัง (Deciduous Dipterocarp Forest) ป่าชนิดนี้มีอยู่มากทางภาคเหนือ ภาคกลาง และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ส่วนภาคใต้และชายทะเลด้านตะวันออกไม่ปรากฏว่ามีอยู่ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือนับว่ามีมากที่สุด คือประมาณ 70-80% ของป่าชนิดต่าง ๆ ที่มีอยู่ในภาคนี้ทั้งหมด ป่าชนิดนี้มีอยู่ทั่วไปทั้งที่ราบและที่เขาสูง ดินมักเป็นทรายและลูกรัง ซึ่งจะมีสีค่อนข้างแดง ในบางแห่งจึงเรียกว่าป่าแดง ส่วนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่มีป่าขึ้นตามเนินที่เรียกว่าโคก จึงเรียกว่าป่าโคก ลักษณะป่าชนิดนี้เป็นป่าโปร่งมีต้นไม้ขนาดเล็กและขนาดกลางขึ้นอยู่กระจัดกระจาย พื้นป่าไม่รกทึบ มีหญ้าชนิดต่าง ๆ และไม้ไผ่ขึ้นอยู่โดยทั่วไป พันธุ์ไม้ในป่านี้ได้แก่ เต็ง รัง พะยอม มะขามป้อม เป็นต้น

ป่าหญ้า

ป่าหญ้า (Savanna Forest) เป็นป่าที่เกิดหลังจากที่ป่าชนิดอื่น ๆ ถูกทำลายไปหมด ดินเสื่อมโทรมต้นไม้ไม่อาจเจริญเติบโตต่อไปได้ พวกหญ้าจึงเข้ามาแทนที่พบได้ทุกภาคในประเทศ หญ้าที่ขึ้นส่วนใหญ่เป็นหญ้าคา แฝกหอม เป็นต้น อาจมีต้นไม้ขึ้นบ้าง เช่น กระโดน กระถินป่า ประดู่ ซึ่งเป็นพวกทนทานไฟป่าได้ดีมาก

ปัจจัยที่ก่อให้เกิดป่าไม้

การที่ป่าไม้ในแต่ละพื้นที่มีความแตกต่างกันนั้นมีอิทธิพลมาจากปัจจัยต่างๆ ได้แก่

  • แสงสว่าง (Light)
  • อุณหภูมิ (Temperature)
  • สภาพภูมิอากาศ (Climate)
  • ความชื้นในบรรยากาศ (Atmospheric Moisture)
  • ปริมาณน้ำฝน (Rain)
  • สภาพภูมิประเทศ (Site)
  • สภาพของดิน (Soil)
  • สิ่งมีชีวิต (Creature)

ความสำคัญและประโยชน์ของป่าไม้

  1. เป็นส่วนที่สำคัญมากส่วนหนึ่งของวัฏจักร
  2. ป่าช่วยในการอนุรักษ์ดินและน้ำ
  3. ช่วยปรับสภาพบรรยากาศ
  4. ป่าไม้เป็นแหล่งต้นน้ำลำธาร
  5. ป่าไม้เป็นแหล่งปัจจัยสี่ ป่าไม้เป็นแหล่งผลิต/ผู้ผลิต
  6.  เป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่า
  7.  เป็นแนวป้องกันลมพายุ
  8. ช่วยลดมลพิษทางอากาศ

การสูญเสียทรัพยากรป่าไม้

ตลอดเวลา 30 ปีที่ผ่านมา อาจกล่าวได้ว่าการสูญเสียพื้นที่ป่าหรือพื้นที่ป่าไม้เสื่อมโทรมลง สามารถสรุปได้ดังนี้

  • การทำไม้ ความต้องการไม้เพื่อกิจการต่างๆ ขาดระบบการควบคุมที่ดี ผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายมุ่งแต่ตัวเลขปริมาตรที่จะทำออก โดยไม่ระวังดูแลพื้นที่ป่า ไม่ติดตามผลการปลูกป่าทดแทน
  • การเพิ่มจำนวนประชากรของประเทศ ทำให้ความต้องการจากภาคเกษตรกรรมมากขึ้น ความจำเป็นที่ต้องการขยายพื้นที่เพาะปลูกเพิ่มขึ้น พื้นที่ป่าไม้ในเขตภูเขาจึงเป็นเป้าหมายของการขยายพื้นที่เพื่อการเพาะปลูก
  • การส่งเสริมการปลูกพืชหรือเลี้ยงสัตว์เศรษฐกิจเพื่อการส่งออก ทำให้มีการขยายพื้นที่เพาะปลูกด้วยการบุกรุกป่าเพิ่มมากขึ้น
  • การกำหนดแนวเขตพื้นที่ป่า กระทำไม่ชัดเจนหรือไม่กระทำเลยในหลายๆ ป่า การบุกรุกพื้นที่ป่าก็ดำเนินไปเรื่อยๆ กว่าจะรู้แพ้รู้ชนะป่าก็หมดสภาพไปแล้ว
  • การจัดสร้างสาธารณูปโภคของรัฐ อาทิ เขื่อน อ่างเก็บน้ำ เส้นทางคมนาคม การสร้างเขื่อนขวางลำน้ำจะทำให้สูญเสียพื้นป่า บริเวณที่เก็บน้ำเหนือเขื่อน
  • การทำเหมืองแร่ แหล่งแร่ที่พบในบริเวณที่มีป่าไม้ปกคลุมอยู่ มีความจำเป็นที่จะต้องเปิดหน้าดินก่อน จึงทำให้ป่าไม้ที่ขึ้นปกคลุมถูกทำลายลง
  • ไฟไหม้ป่า

ผลกระทบของการทำลายป่าไม้

ทรัพยากรดิน

  • การชะล้างพังทลายของดิน ปกติพืชพรรณต่างๆ มีบทบาทในการช่วยสกัดกั้นไม่ให้ฝนตกถึงดินโดยตรง ความต้านทานการไหลบ่าของน้ำ ช่วยลดความเร็วของน้ำที่จะพัดพาหน้า ดินไป มีส่วนของรากช่วยยึดเหนี่ยวดินไว้ ทำให้เกิดความคงทนต่อการพังทลายมากยิ่งขึ้น แต่หากพื้นที่ว่างเปล่าอัตราการ พังทลายของดินจะเกิดรุนแรง การสูญเสียดินจะเพิ่มขึ้น
  • ดินขาดความอุดมสมบูรณ์ บริเวณพื้นดินที่ไม่มีวัชพืชหรือป่าไม้ปกคลุม การพัดพาดินโดยฝนหรือลมจะเกิดขึ้น ได้มาก โดยเฉพาะบริเวณผิวหน้าดิน

ทรัพยากรน้ำ

  • ความแห้งแล้งในฤดูแล้ง การแผ้วถางทำลายป่าต้นน้ำเป็นบริเวณกว้าง ทำให้พื้นที่ป่าไม้ไม่ติดต่อกันเป็นผืนใหญ่ ทำให้เกิดการระเหยของน้ำจากผิวดินสูง แต่การซึมน้ำผ่านผิวดินต่ำ ดินดูดซับและเก็บน้ำภายในดินน้อยลง ทำให้น้ำหล่อ เลี้ยงลำธารมีน้อยหรือไม่มี
  • คุณภาพน้ำเสื่อมลง คุณภาพน้ำทั้งทางกายภาพ เคมี และชีวภาพล้วนด้อยลง ถ้ามีการเปลี่ยนแปลง หรือทำลายพื้นที่ป่า การปนเปื้อนของดินตะกอนที่น้ำพัดพาด้วยการไหลบ่าผ่านผิวหน้าดินหรือในรูปแบบอื่น ๆ นอกจากนี้ การปราบวัชพืชหรืออินทรีย์ต่างๆ ที่อยู่ในแนวทางเดินของน้ำ ก่อให้เกิดการปนเปื้อนและสร้างความสกปรกต่อน้ำได้ ไม่มากก็น้อย
  • น้ำเสีย การปลดปล่อยของเสียหรือน้ำเสียลงสู่ลำน้ำสาธารณะ จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะทำให้เกิดปัญหาน้ำเสียโดยเฉพาะลำห้วย ลำธาร ที่น้ำไหลช้าบริเวณที่ราบ สิ่งมีชีวิตในน้ำตายและสูญพันธุ์ ขาดน้ำดิบทำการประปา

อากาศ

  • อากาศเสีย การหายใจของสิ่งมีชีวิตทุกชนิดจะปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกมา หากมีต้นไม้จำนวนมากหรือพื้นที่ป่ามากพอ ต้นไม้เหล่านี้จะดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ไว้ในตอนกลางวันเพื่อการสังเคราะห์ด้วยแสง หรือก๊าซที่เกิดจากการเผาไหม้ที่ไม่สมบูรณ์ เช่น คาร์บอนมอนอกไซด์จะดูดซับไว้โดยพืชชั้นสูงเหล่านี้ อากาศเสียก็จะไม่เกิดขึ้น
  • โลกร้อน หรือเกิดปรากฏการณ์เรือนกระจก (Greenhouse Effect) ก๊าซเหล่านี้ยอมให้ความร้อนจากดวงอาทิตย์ผ่านลงมายังพื้นโลกได้ ทำให้สามารถเก็บความร้อนจากการดูดซับรังสีไว้มากขึ้นโลกจึงมีอุณหภูมิสูงขึ้น กลุ่มก๊าซที่รวมตัวกันเป็นเกราะกำบัง ได้แก่ ก๊าซมีเทน ไนตรัสออกไซด์ คลอโรฟลูออโรคาร์บอน คาร์บอนเตตระคลอไรด์ คาร์บอนมอนอกไซด์ และที่สำคัญคือ คาร์บอนไดออกไซด์ซึ่งมีมากที่สุด

การอนุรักษ์ป่าไม้

การอนุรักษ์ป่าไม้เป็นแนวทางการแก้ไขปัญหาดังกล่าวกระทำได้ดังนี้

  • ป่าเพื่อการอนุรักษ์ กำหนดไว้เพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ดิน น้ำ พันธุ์พืช พันธุ์สัตว์ที่หายาก และป้องกันภัยธรรมชาติอันเกิดจากน้ำท่วมและการพังทลายของดิน ตลอดทั้งเพื่อประโยชน์ในการศึกษา การวิจัย และนันทนาการของประชาชนในอัตราร้อยละ 15 ของพื้นที่ประเทศ หรือประมาณ 48 ล้านไร่
  • ป่าเพื่อเศรษฐกิจ กำหนดไว้เพื่อการผลิตไม้และของป่า เพื่อประโยชน์ในทางเศรษฐกิจ ในอัตราร้อยละ 25 ของพื้นที่ประเทศ หรือประมาณ 80 ล้านไร่

3.พืชสวน

พืชสวน หมายถึง พืชที่ปลูกโดยใช้พื้นที่น้อย สามารถให้ผลตอบแทนสูง ต้องการการดูแลรักษามาก แบ่งได้เป็น 3 กลุ่มใหญ่ ๆ คือ

        –   ไม้ดอกไม้ประดับ เป็นพืชที่มีดอก ใบ สวยงาม นิยมปลูกไว้เพื่อประดับตกแต่งอาคารสถานที่ให้สวยงามน่าชม เช่น กล้วยไม้ เฟื่องฟ้า กุหลาบ พลูด่าง  เป็นต้น

       –    พืชผัก เป็นพืชที่ปลูกเพื่อให้ราก ใบ ลำต้น ดอก ผล เป็นอาหาร ส่วนมากจะมีอายุสั้น เช่น ผักกวางตุ้ง ผักคะน้า ต้นหอม มะเขือ พริก โหระพา กระเทียม เป็นต้น

  –   ไม้ผล มีทั้งไม้ยืนต้นและไม้ล้มลุก ไม้ผลยืนต้นมีตั้งแต่ลำต้นขนาดเล็กไปจนถึงลำต้นขนาดใหญ่ มีทั้งที่รับประทานผลสุกและรับประทานผลดิบ

 

 

การขยายพันธุ์พืช

การขยายพันธุ์พืช 

หมายถึง วิธีการที่ทำให้เกิดการเพิ่มปริมาณของต้นพืชให้มากขึ้น เพื่อดำรงสายพันธุ์ พืชชนิดต่าง ๆ ไว้ไม่ให้สูญพันธุ์ ซึ่งวิธีการที่นิยมปฏิบัติโดยทั่วไป เป็นสำคัญ ได้แก่

 1.การตอนกิ่ง

คือ การทำให้กิ่งหรือต้นพืชเกิดรากขณะติดอยู่กับต้นแม่ จะทำให้ได้ต้นพืชใหม่ ที่มีลักษณะทางสายพันธุ์ เหมือนกับต้นแม่ทุกประการ โดยมีขั้นตอนการปฏิบัติ ดังนี้ 

1. เลือกกิ่งกึ่งแก่กึ่งอ่อนที่สมบูรณ์ปราศจากโรคและแมลง

 2. ควั่นกิ่ง ลอกเอาเปลือกออก แล้วขูดเยื่อเจริญที่เป็นเมือกลื่น ๆ ออก 

 3. นำตุ้มตอน (ขุยมะพร้าวที่แช่น้ำ แล้วบีบหมาด ๆ อัดลงในถุงพลาสติก ผูกปากถุงให้แน่น) มาผ่าตามความยาวแล้วนำไปหุ้มบนรอยแผลของกิ่งตอน มัดด้วยเชือกทั้งบนและล่างรอยแผล 

 

4. เมื่อกิ่งตอนมีรากงอกแทงผ่านวัสดุ และเริ่มแก่เป็นสีเหลือง สีน้ำตาล ปลายรากมีสีขาว และมีจำนวนมากพอจึงตัดกิ่งตอนได้ 

5. นำกิ่งตอนไปชำในภาชนะ กระถางหรือถุงพลาสติก เพื่อรอการปลูกต่อไป

 2.การติดตาคือ การเชื่อมประสานส่วนของต้นพืชเข้าด้วยกัน เพื่อให้เจริญเป็นพืชต้น เดียวกัน โดยการนำแผ่นตาจากกิ่งพันธุ์ดี ไปติดบนต้นตอ การติดตาจะมีวิธีการทำ 2 วิธี คือ วิธีการติดตาแบบลอกเนื้อไม้ และแบบไม่ลอกเนื้อไม้ ซึ่งในทีนี้จะแนะนำเฉพาะขั้นตอน การติดตาแบบลอกเนื้อไม้ ดังนี้

1. เลือกต้นตอในส่วนที่เป็นสีเขียวปนน้ำตาล แล้วกรีดต้นตอจากบนลงล่าง 2 รอย ห่างกันประมาณ 1 ใน 3 ของเส้นรอบวงของต้นตอ ความยาวประมาณ 6-7 เซนติเมตร

 2. ตัดขวางรอยกรีดด้านบน แล้วลอกเปลือกออกจากด้านบนลงด้านล่าง ตัดเปลือก ที่ลอกออกให้เหลือด้านล่างยาวประมาณ 1 เซนติเมตร

 3. เฉือนแผ่นตายาวประมาณ 7-10 เซนติเมตร ลอกเนื้อไม้ออกแล้วตัดแผ่นตา ด้านล่างทิ้ง

 4. สอดแผ่นตาลงไปในเปลือกต้นตอ โดยให้ตาตั้งขึ้น แล้วพันด้วยพลาสติกให้แน่น

 5. ประมาณ 7-10 วัน จึงเปิดพลาสติกออก แล้วพันใหม่ โดยเว้นช่องให้ตาโผล่ ออกมา ทิ้งไว้ประมาณ 2-3 สัปดาห์ จึงตัดยอดต้นเดิมแล้วกรีดพลาสติกออก

 3.การทาบกิ่งคือ การนำต้นพืช 2 ต้นเป็นต้นเดียวกัน โดยส่วนของต้นตอที่นำมาทาบกิ่ง จะทำหน้าที่เป็นระบบรากอาหารให้กับต้นพันธุ์ดี โดยมีขั้นตอนการปฏิบัติ ดังนี้

1. เลือกกิ่งกึ่งแก่กึ่งอ่อนที่สมบูรณ์เพศปราศจากโรคและแมลง

 2. เฉือนกิ่งพันธุ์ดีให้เป็นรูปโล่ยาวประมาณ 1-2นิ้ว

3. เฉือนต้นตอเป็นรูปปากฉลาม

 4. ประกบแผลต้นตอเข้ากับกิ่งพันธุ์ดี พันพลาสติกให้แน่น แล้วมัดต้นตอ กับกิ่งพันธุ์ด้วยเชือกหรือลวด

 5. ประมาณ 6-7 สัปดาห์ แผลจะติดกันดี รากตุ้มต้นตอจะงอกแทงผ่านวัสดุ และเริ่มมีสีน้ำตาล ปลายรากมีสีขาว และมีจำนวนมากพอ จึงจะตัดได้

 6. นำลงถุงเพาะชำ พร้อมปักหลังค้ำยัน ต้นเพื่อป้องกันต้นล้ม

 4.การเสียบยอด

 คือ การเชื่อมประสานเนื้อเยื่อของต้นพืช 2 ต้นเข้าด้วยกัน เพื่อให้เจริญเติบโต เป็นต้นเดียวกัน โดยมีขั้นตอนการปฏิบัติ ดังนี้

1. ตัดยอดต้นตอให้สูงจากพื้นดิน ประมาณ 10 เซนติเมตร แล้วผ่ากลางลำต้นของ ต้นตอให้ลึกประมาณ 3 – 4 เซนติเมตร

 2. เฉือนยอดพันธุ์ดีเป็นรูปลิ่มยาวประมาณ 3-4 เซนติเมตร

 3. เสียบยอดพันธุ์ดีลงในแผลของต้นตอ ให้รอยแผลตรงกัน แล้วใช้เชือกมัดด้านบน และล่างรอยแผลต้นตอให้แน่น

4. คลุมต้นที่เสียบยอดแล้วด้วยถุงพลาสติก หรือนำไปเก็บไว้ในโรงอบพลาสติก

5. ประมาณ 5-7สัปดาห์ รอยแผลจะประสานกันดี และนำออกมาพักไว้ในโรง เรือนเพื่อรอการปลูกต่อไป

ประวัติวัดระฆัง

วัดระฆัง

วัดระฆังโฆสิตาราม เดิมเรียกว่า วัดบางหว้าใหญ่ เป็นวัดโบราณครั้งกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี คู่กับวัดบางหว้าน้อย คือ วัดอมรินทราราม ปีพุทธศักราช ๒๓๑๐ กรุงศรีอยุธยาเสียกรุงแก่พม่า สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ได้ทรงกู้อิสรภาพของไทยกลับคืนมาได้ และเสด็จขึ้นครองราชสมบัติ พร้อมกับตั้งพระนครหลวงขึ้นใหม่เรียกว่า กรุงธนบุรี เมื่อวันที่ ๒๘ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๓๑๑

        พุทธศักราช ๒๓๑๒ หลังจากที่ทรงขึ้นครองราชย์แล้วก็ทรงใฝ่พระทัยเป็นธุระในพระพุทธศาสนา พระราชทานพระบรมราชูปถัมภ์ยกวัดบางหว้าใหญ่ซึ่งเดิมเป็นวัดราษฎร์ขึ้นเป็นพระอารามหลวง และทรงมีพระราชปรารภว่า พระไตรปิฎกคงกระจัดกระจายเสียหายเมื่อครั้งเสียกรุงศรีอยุธยาให้แก่พม่า เพราะพม่าได้เผาบ้านเมืองและวัดวาอารามพินาศลง จึงมีพระราชประสงค์จะรวบรวมชำระสอบทานพระไตรปิฎกนั้นให้ถูกต้องครบถ้วนตามเดิม และได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ไปอัญเชิญพระไตรปิฎกจากเมืองนครศรีธรรมราช ซึ่งยังมีบริบูรณ์อยู่เพราะพม่ายังไปทำลายไม่ถึง ประจวบกับสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีต้องเสด็จพระราชดำเนินไปทำสงครามที่เมืองนครศรีธรรมราช เมื่อเสร็จราชการสงครามแล้วได้ทรงพบพระอาจารย์รูปหนึ่งมีชื่อว่า พระอาจารย์สี แต่เดิมพระอาจารย์สีรูปนี้อยู่ประจำที่วัดพนัญเชิง แขวงเมืองกรุงเก่า เป็นผู้มีความสามารถแตกฉานในพระไตรปิฎก ทั้งเป็นผู้ทรงคุณทางวิปัสสนาธุระ ซึ่งพระองค์ทรงรู้จักดี เมื่อกรุงศรีอยุธยาเสียแก่พม่าแล้ว ท่านได้หลีกไปอยู่ที่เมืองนครศรีธรรมราช สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีทรงให้รวบรวมพระไตรปิฎกจากนครศรีธรรมราชได้แล้ว เสด็จกลับกรุงธนบุรีพร้อมกันนั้นก็ได้อาราธนาพระอาจารย์สีร่วมมาในขบวนนั้นด้วยและโปรดเกล้าฯ ให้ครองวัดบางหว้าใหญ่ พร้อมทั้งทรงตั้งให้เป็นสมเด็จพระสังฆราชด้วย

        กาลต่อมาได้มีพระราชดำรัสสั่งให้พระเถรานุเถระมาประชุมกันที่วัดบางหว้าใหญ่อีก แล้วทรงอาราธนาให้พระเถรานุเถระทั้งหลาย มีสมเด็จพระสังฆราช (สี) เป็นประธาน ทรงขอให้รับธุระสอบทานพระไตรปิฎกจึงได้มีการสังคายนาพระไตรปิฎกจนสำเร็จเรียบร้อยบริบูรณ์ เป็นต้นฉบับที่ถูกต้องตามพระราชประสงค์ ณ วัดบางหว้าใหญ่ 

        สมัยกรุงธนบุรีเป็นราชธานี ขณะนั้น พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก มีพระชนม์ได้ ๓๓ พรรษา รับราชการอยู่ในสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี มีบรรดาศักดิ์เป็น พระราชวรินทร์ ตำแหน่งเจ้ากรมพระตำรวจนอกขวา ทรงย้ายจากบ้านอัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม มาตั้งนิวาสสถานอยู่ใกล้ๆ กับพระราชวังของสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี (ปัจจุบันคือกรมอู่ทหารเรือ) ต่อมาได้รับพระกระแสรับสั่งของสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีให้เป็นแม่ทัพไปตีเมืองโคราช ท่านจึงสั่งให้รื้อหอพระตำหนักกับหอประทับนั่งมาปลูกถวายไว้ที่วัดบางหว้าใหญ่ ทางด้านทิศตะวันตกของพระอุโบสถ หลังคามุงจาก ฝาสำหรวดกั้นห้องด้วยกระแชง ทั้งนี้ตามความตั้งพระทัยไว้แต่เดิมว่าจะยกถวายวัด (ปัจจุบัน พระอุโบสถหลังเก่ายกขึ้นเป็นพระวิหาร เป็นสถานที่ให้เช่าพระ) เมื่อล่วงรัชสมัยของสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีแล้ว พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ได้เสด็จขึ้นเถลิงถวัลย์ราชสมบัติ เมื่อ พ.ศ. ๒๓๒๕ แล้วได้ทรงย้ายเมืองหลวงจากกรุงธนบุรีมาตั้งใหม่ทางฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยา เรียกชื่อว่า กรุงเทพมหานคร อมรรัตนโกสินทร์ฯ และทรงโปรดเกล้าฯ ให้อาราธนาสมเด็จพระสังฆราช (สี) ที่ถูกถอดยศในสมัยของพระเจ้ากรุงธนบุรี มาครองวัดบางหว้าใหญ่ตามเดิม และรับสั่งให้พระสงฆ์วัดบางหว้าใหญ่และวัดโพธาราม (ปัจจุบัน คือ วัดพระเชตุพน อยู่ตรงท่าเตียน) เข้ารับบิณฑบาตในพระราชวัง ผลัดเวรกันวัดละ ๗ วัน สมเด็จพระสังฆราช (สี) นี้ จึงนับว่าเป็นปฐมสังฆราชแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ 

        ต่อมาพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกเจริญด้วยพระราชศรัทธาทรงบริจาคพระราชทรัพย์เป็นค่าจ้างจารจารึกพระไตรปิฎกลงในใบลานเป็นอักษรขอม เสร็จแล้วทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้นำไปถวายไว้ตามพระอารามหลวงทุกพระอาราม ยิ่งกว่านั้นทรงมีพระราชดำริว่า “มูลฐานแห่งพระพุทธศาสนาคือพระไตรปิฎก ควรจะได้ชำระสอบทานเสียใหม่ อย่าให้อักขระพยัญชนะวิปลาสคลาดเคลื่อน ถ้าทิ้งไว้นานไปเบื้องหน้า สิ้นพระเถรานุเถระเหล่านี้แล้วพระไตรปิฎกจะวิปลาส การพระศาสนาจะเสื่อมโทรม” ฉะนั้น จึงได้เลือกพระภิกษุผู้แตกฉานในพระไตรปิฎกได้ ๑๘ รูป ราชบัณฑิตอีก ๓๒ ท่าน เป็นคณะที่จะทำสังคายนาพระไตรปิฎก และได้มีพระราชดำรัสสั่งให้จัดวัดนิพพานาราม ซึ่งเปลี่ยนชื่อเป็นวัดพระศรีสรรเพชญดาราม (ปัจจุบัน คือ วัดมหาธาตุ อยู่ใกล้ๆ ท่าพระจันทร์) เป็นสถานที่ทำสังคายนา ครั้นถึงวันเพ็ญเดือน ๑๒ ปีวอก สัมฤทธิศก พุทธศักราช ๒๓๓๑ เวลาบ่าย ๓ นาฬิกา มีพระราชดำรัสสั่งให้อาราธนาพระสงฆ์การกะ มีสมเด็จพระสังฆราช (สี) เป็นประธาน ประชุมพร้อมกันในพระอุโบสถวัดพระศรีสรรเพชญดาราม พระสงฆ์เถรานุเถระทั้งปวงพร้อมด้วยราชบัณฑิตประชุมกันชำระสอบทานพระไตรปิฎก สิ้นเวลาถึง ๕ เดือน จึงเสร็จการสังคายนาสมพระราชประสงค์ นับเป็นครั้งที่ ๑ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ซึ่งสมเด็จพระสังฆราชแห่งวัดบางหว้าใหญ่ได้เป็นประธานร่วมกิจพระศาสนาในครั้งนั้น 

        อนึ่ง พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก เมื่อได้ทรงเป็นองค์ศาสนูปถัมภกในการสังคายนาแล้ว ได้มีพระราชปรารภถึงพระตำหนักและหอประทับนั่งที่ได้รื้อไปปลูกไว้ที่วัดบางหว้าใหญ่ สมัยที่พระองค์ทรงพระยศเป็นพระราชวรินทร์ รับราชการในสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี ทรงมีพระราชประสงค์จะปฏิสังขรณ์ปรับปรุงให้มั่นคงสวยงามยิ่งขึ้น พร้อมทั้งมีพระราชประสงค์จะยกขึ้นเป็นหอพระไตรปิฎก จึงทรงมีพระราชกระแสรับสั่งให้สืบถามเรื่องระฆังของวัดบางหว้าใหญ่ซึ่งเป็นระฆังที่มีเสียงไพเราะยิ่งนัก ที่ขุดได้ในวัดนั้นว่าขุดได้ ณ ที่ใด และได้ทรงทราบจากพระเถระผู้เฒ่าว่า ขุดได้ทางทิศพายัพของพระอุโปสถ (ทิศตะวันตกเฉียงเหนือของพระอุโบสถหลังเก่า) จึงมีพระราชดำรัสสั่งให้ขุดสระขึ้นในที่ขุดเจอระฆังนั้น โดยรับสั่งให้สร้างเขื่อนรอบสระ เรียงอิฐก่อด้วยดินเหนียว (ปัจจุบันนี้ทางวัดได้เอาปูนโบกกั้นกันดินทลายลง) เมื่อปรับปรุงสถานที่เสร็จแล้ว จึงรับสั่งให้รื้อพระตำหนักและหอประทับนั่งจากที่เดิมมาปลูกลงในสระ เป็นรูปเรือน ๓ หลังแฝด หอด้านใต้ลักษณะเป็นหอนอน หอกลางเป็นห้องโถง หอด้านเหนือเข้าใจว่าเป็นห้องรับแขก ของเดิมเป็นหลังคามุงจาก ได้เปลี่ยนเป็นมุงกระเบื้อง ชายคาเป็นรูปเทพพนมเรียงรายเป็นระยะๆ เปลี่ยนฝาสำหรวดไม้ขัดแตะเสียบกระแชงเป็นขัดด้วยหน้ากระดานไม้สักระหว่างลูกสกล ใช้แผ่นกระดานไม้สักเลียบฝาภายในแล้วเขียนรูปภาพต่างๆ บานประตูด้านใต้เขียนลายรดน้ำ บานประตูหอกลางด้านตะวันออกแกะเป็นลายกนกวายุภักษ์ ประกอบด้วยกนกเครือเถา บานซุ้มประตูนอกชานแกะเป็นมังกรลายกนกดอกไม้ภายนอกติดคันทวยสวยงามเสร็จแล้วทรงสร้างตู้พระไตรปิฎกขนาดใหญ่เขียนลายรดน้ำ ๒ ตู้ เพื่อให้สมกับที่ได้ตั้งพระไตรปิฎก และประดิษฐานไว้ในหอด้านเหนือ ๑ ตู้ หอด้านใต้ ๑ ตู้ กิจกรรมเนื่องด้วยหอพระไตรปิฎกนี้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้อยู่ในความควบคุมของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย เมื่อครั้งยังดำรงพระอิสริยยศเป็นสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงอิศรสุนทร เป็นผู้อำนวยการสร้าง โดยเฉพาะลายรดน้ำและลายแกะสลัก นัยว่าเป็นฝีพระหัตถ์ของพระองค์ กับครูช่างที่มาจากกรุงศรีอยุธยา เมื่อการปฏิสังขรณ์ซ่อมสร้างเสร็จแล้ว ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดพระราชพิธีฉลองหอพระไตรปิฎก และเสด็จพระราชดำเนินมาทรงบำเพ็ญพระราชกุศลด้วยพระองค์เองเมื่อทรงบำเพ็ญพระราชกุศลแล้วได้ทรงปลูกต้นจันทน์ไว้รอบสระ ๘ ต้น (ปัจจุบันเหลือเพียงต้นเดียว) เสร็จแล้วทรงประกาศพระราชอุทิศให้เป็นหอพระไตรปิฎก แต่มีผู้เรียกกันว่า ตำหนักจันทน์ และทรงขอระฆังเสียงดีลูกนั้นไปไว้ที่วัดพระศรีรัตนศาสดาราม ทรงสร้างหอระฆังจตุรมุขพร้อมทั้งระฆังอีก ๕ ลูก พระราชทานไว้แทน เพราะเหตุแห่งการขุดระฆังได้ จึงได้ชื่อตามที่ประชาชนเรียกว่า วัดระฆัง ตั้งแต่นั้นมา

        มีเรื่องเล่ากันว่า พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ จะทรงเปลี่ยนชื่อเป็น วัดคัณฑิการาม แต่ชื่อนี้ไม่มีใครเรียก จึงเป็นชื่อ วัดระฆัง ตามเดิม

        ในยุคต้นแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ วัดบางหว้าใหญ่นี้เป็นวัดในความอุปถัมภ์ของเจ้านายในวังหลัง สมเด็จเจ้าฟ้าหญิง กรมพระยาเทพสุดาวดี พระนามเดิม สา เป็นสมเด็จพระพี่นางพระองค์ใหญ่ของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก และเป็นพระชนนีของกรมพระราชวังบวรสถานพิมุข (วังหลัง) ทรงมีตำหนักที่ประทับอยู่ใกล้กับวัดบางหว้าใหญ่ จึงได้ทรงปฏิสังขรณ์ทั่วพระอาราม ส่วนพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกเจริญด้วยพระราชศรัทธาได้ทรงสร้างพระปรางค์ใหญ่ขึ้น ๑ องค์ ที่หน้าพระอุโบสถ (หลังเก่า) พระราชทานช่วยสมเด็จพระพี่นางพระองค์นั้นและได้มีพระราชดำรัสสั่งให้รื้อตำหนักปิดทองที่เรียกกันว่า ตำหนักทอง อันเป็นที่ประทับของสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี ซึ่งตั้งอยู่ในพระราชวังเดิมมาปลูกไว้ที่วัดระฆังโฆสิตาราม ทางด้านทิศใต้ของพระอุโบสถ ทรงอุทิศเป็นสังฆบูชาถวายให้เป็นที่ประทับของสมเด็จพระสังฆราช (สี) กรมพระราชวังบวรสถานพิมุข เจ้าฟ้ากรมหลวงอนุรักษ์เทเวศร์ พระนามเดิมว่า ทองอิน ซึ่งเป็นพระราชโอรสในสมเด็จเจ้าฟ้าหญิง กรมพระยาเทพสุดาวดี ทรงถวายตำหนักแดงหนึ่งหลัง ฝารูปปะกน กว้างประมาณ ๔ วาเศษ ระเบียงกว้างประมาณ ๑ วา ๒ ศอก ยาวประมาณ ๘ วาเศษ ฝาประจัน ห้องเขียนรูปภาพอสุภต่างๆ ชนิด มีภาพพระภิกษุเจริญอสุภกรรมฐาน เดี๋ยวนี้ภาพเหล่านั้นสูญสายหมดแล้ว คงอยู่แต่ตำหนัก สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ กับสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าฯ กรมพระยานริศรานุวงศ์ เคยเสด็จทอดพระเนตร และทรงมีพระดำรัสว่า กุฏิหลังนี้ แต่เดิมเป็นที่ประทับทรงกรรมฐานของพระเจ้ากรุงธนบุรี เรียกกันว่า ตำหนักแดง ตั้งอยู่ทางด้านทิศเหนือของพระอุโบสถหลังใหม่ พุทธศักราช ๒๓๓๗ สมเด็จพระสังฆราช (สี) สิ้นพระชนม์ เมื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานเพลิงแล้ว โปรดให้อัญเชิญพระอัฐิมาบรรจุไว้ในรูปพระศรีอาริย์แล้วยกขึ้นประดิษฐานไว้บนมุขของพระปรางค์ทิศตะวันออก (ปัจจุบัน รูปพระศรีอาริย์ ประดิษฐานอยู่ที่วิหารสมเด็จพระสังฆราชสี) ปั้นรูปพัดยศติดที่ซุ้มมุขเป็นเครื่องหมายพระยศ พระแท่นบุษบกมาลาลายรดน้ำ กระจังลายแกะปิดทอง เป็นพระแท่นที่ประทับตามพระเกียรติยศของสมเด็จพระสังฆราชและเสลี่ยงรั่วงา ของทั้งสองอย่างนี้ยังรักษาไว้ในวัดระฆังโฆสิตาราม (ห้องพิพิธภัณฑ์) เพราะทางราชการในอดีตไม่ได้เรียกคืน

        ต่อมาพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกทรงพระประชวร ใกล้จะสวรรคต จึงมีพระราชดำรัสสั่งว่า ฉัตรกั้นพระเมรุ เมื่อเสร็จการพระเมรุแล้ว ขอให้นำไปถวายพระประธานวัดระฆัง ครั้นถึงวันพฤหัสบดี แรม ๓ ค่ำ เดือน ๙ พุทธศักราช ๒๓๕๒ ก็ทรงสวรรคต เหตุนี้ฉัตรกั้นพระประธานในพระอุโบสถวัดพระระฆังโฆสิตารามจึงเป็นเสวตฉัตร ๙ ชั้น แต่เดิมเศวตฉัตรองค์นี้กั้นถวายพระประธานในพระอุโบสถหลังเก่า (ปัจจุบันเป็นพระวิหาร) ต่อมาในรัชกาลที่ ๓ เกิดไฟไหม้เสนาสนะสงฆ์ ลุกลามตั้งแต่ทิศใต้อ้อมไปจนถึงทิศตะวันตก ใกล้จะถึงตำหนักจันทน์ (หอพระไตรปิฎก) ไฟจึงดับลง ตำหนักทองซึ่งเคยเป็นที่ประทับของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชในพระราชวังเดิม ที่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกโปรดให้รื้อมาปลูกไว้ที่วัดระฆังโฆสิตารามก็ถูกไฟไหม้ด้วย พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระอุโบสถขึ้นใหม่ และขยายเขตวัดทางด้านทิศเหนือให้กว้างออกไป พร้อมกันนั้น กรมหมื่นนราเทเวศร์ (ได้ทรงกรมหลวงในรัชกาลที่ ๓) พระโอรสในกรมพระราชวังหลัง เจ้าฟ้ากรมหลวงอนุรักษ์เทเวศร์ ได้ทรงสร้างพระเจดีย์โดยเสด็จพระราชกุศลกรมละหนึ่งองค์ภายในกำแพงพระอุโบสถด้านทิศเหนือ และได้ทรงสร้างเสนาสนะสงฆ์เพิ่มขึ้นอีกในเนื้อที่ที่ได้ขยายออกไป ได้อัญเชิญพระประธานหล่อมาประดิษฐานไว้ในพระอุโบสถที่ทรงสร้างขึ้นใหม่จึงได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้นำเศวตฉัตรในพระอุโบสถหลังเก่ามากั้นพระประธานองค์ใหม่ พระประธานองค์เก่านั้น ของเดิมองค์เล็ก ปั้นด้วยปูน มีเสาหินขนาดย่อมเป็นแกน ไม่ใหญ่โตอย่างเดี๋ยวนี้ และผุพังทรุดโทรมมาก สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ม.ร.ว.เจริญ อิศรางกูร) ครั้งยังดำรงสมณศักดิ์เป็นพระธรรมไตรโลกาจารย์ เจ้าอาวาสวัดระฆังโฆสิตาราม ได้ให้ช่างปั้นชาวบ้านช่างหล่อหลายคนด้วยกันที่สืบได้ ๑ คน คือนายจำเริญ พัฒนางกูร ร่วมกันปั้นรูปพระประธานทับพระประธานองค์เก่าจึงดูใหญ่โตขึ้นจนไม่น่าเชื่อว่าจะใช้เศวตฉัตรองค์นี้กั้นถวายได้

        ส่วนพระประธานองค์ปัจจุบันนี้ สืบไม่ได้ความว่านำมาจากไหน เป็นแต่ได้รับคำบอกเล่าจากพระครูเมธังกร (ทอง) ว่า สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ม.ร.ว.จำเริญ อิศรางกูร) ได้เล่าให้ฟังว่า สมเด็จฯ เมื่อยังดำรงตำแหน่งพระราชาคณะชั้นเทพ ได้ถามพระผู้เฒ่ารูปหนึ่งถึงเรื่องพระประธาน พระผู้เฒ่ารูปนั้นทั้งชาววัดและชาวบ้านเรียกท่านว่า เสด็จสระ เพราะท่านอยู่บนหอไตรที่ตั้งอยู่ในสระ ความจริงท่านไม่ได้เป็นเจ้าเป็นนายอะไร เป็นเพราะหม่อมเจ้าพระพุทธบาทปิลันทน์ (ม.จ.ทัด เสนีวงศ์) อดีตเจ้าอาวาสวัดระฆังโฆสิตาราม เรียกท่านว่าหลวงพี่ ท่านก็เลยตั้งความนับถือตัวเองเป็นเจ้า ประกอบกับท่านมีสติคุ้มดีคุ้มร้ายอยู่ด้วย เมื่อใครจะพูดจะถามกับท่านต้องเรียกว่า เสด็จ ถ้าไม่เรียกอย่างนั้นจะไม่ยอมพูดด้วย พระผู้เฒ่ารูปนี้แหละได้เรียนให้สมเด็จฯ ทราบว่า เมื่อท่านยังเป็นเด็กรู้ความแล้ว เห็นเขาขนพระเป็นท่อนๆ ใส่เรือมาขึ้นที่ท่าต้นโศก (ที่ริมเขื่อนหน้าวัดระฆังโฆสิตาราม ใกล้ศาลาท่าน้ำวัดมีต้นโศกต้นใหญ่ประมาณ ๒ อ้อมเศษ ปัจจุบันไม่มีแล้ว) แล้วขนเอาไปในพระอุโบสถ ทราบเพียงเท่านี้ สมเด็จฯ จึงทราบว่าพระประธานในพระอุโบสถวัดระฆังโฆสิตารามเป็นพระหล่อไม่ใช่พระปูนนั้น พระประธานองค์นี้ เป็นพระพุทธรูปเนื้อทองสำริด ปางสมาธิ หน้าตักกว้างประมาณ ๔ ศอกเศษ เบื้องพระหัตถ์มีรูปพระสาวก ๓ องค์ นั่งประนมมือดุจรับพระพุทธโอวาท พระประธานองค์นี้ได้รับการยกย่องว่างามมาก จนเป็นที่ปรากฎในกระแสพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระปิยมหาราช ในคราวเสด็จพระราชดำเนินมาถวายผ้าพระกฐิน ณ วัดระฆังโฆสิตาราม ได้มีพระราชดำรัสแก่ผู้เข้าเฝ้าฯ ใกล้ชิดว่า ไปวัดไหนไม่เหมือนมาวัดระฆัง พอเข้าประตูโบสถ์ พระประธานยิ้มรับฟ้าทุกที ด้วยเหตุนี้จึงทรงถวายเครื่องราชอิสริยาภรณ์นพรัตนราชวราภรณ์ และมหาปรมาภรณ์ช้างเผือกแด่พระประธานองค์นี้เป็นพิเศษและพระราชดำรัสนี้เป็นที่ซาบซึ้ง ได้เล่าสืบกันมาจนทุกวันนี้นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณที่ทางวัดระฆังโฆสิตารามได้รับพระราชทานมา เศวตฉัตรองค์นี้ ของเดิมเป็นผ้าตาดขาวเก่ามาก พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว พระมหาธีรราชเจ้า ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เปลี่ยนเป็นผ้าขาวลายฉลุปิดทองใช้โครงของเก่า และในปีพุทธศักราช ๒๕๐๔ ได้มีการเปลี่ยนผ้าให้เป็นตามแบบเดิมอีกครั้งหนึ่งโดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลปัจจุบัน ได้ทรงพระกรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ ให้เปลี่ยนใหม่ เพราะเก่ามาก ซึ่งนับว่าเป็นพระมหากรุณาธิคุณ เนื่องด้วยมหากุศล

        อนึ่ง เศวตฉัตรนี้เป็นฉัตร ๙ ชั้น มีผู้คนพูดกันต่อๆ มาว่า มีพระอัฐิ หรือพระอังคาร ของเจ้านายผู้สูงศักดิ์ บรรจุอยู่ใต้ฐานพระประธาน แต่ก็ได้ความไม่แน่นอนนักว่าเป็นของเจ้านายพระองค์ใด ถ้าพิจารณาตามพระราชพิธีทักษิณานุประทานงานสงกรานต์สดับปกรณ์ผ้าคู่ที่พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัยแล้ว เจ้าอาวาส หรือผู้ช่วยเจ้าอาวาสมักสดับปกรณ์ประจำพระอัฐิสมเด็จเจ้าฟ้าหญิง กรมพระยาเทพสุดาวดี สมเด็จพระพี่นางพระองค์ใหญ่ของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก บางปีก็เปลี่ยนเป็นประจำพระอัฐิสมเด็จพระปฐมบรมมหาชนก ผู้ทรงเป็นพระบรมราชจักรีวงศ์ ตั้งแต่พุทธสักราช ๒๕๐๑ เจ้าอาวาสวัดระฆังโฆสิตารามได้ประจำพระอัฐิ สมเด็จเจ้าฟ้าหญิงกรมพระยาเทพสุดาวดีตลอดมา

        ในรัชกาลที่ ๓ พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงสร้างตำหนักเก๋งหนึ่งหลังอยู่ทางทิศใต้ของวัด เหตุที่ทรงสร้างตำหนักเก๋ง มีเรื่องเล่าว่า วันหนึ่งควาญช้างนำช้างพระที่นั่งของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ออกอาบน้ำในเวลาเช้าที่ท่าช้างวังหลวง เมื่อควาญช้างได้อาบน้ำให้แล้วขึ้นจากท่า ช้างกลับไม่ยอมเข้าโรง วิ่งอาละวาดไล่คนที่เดินผ่านไปมาตั้งแต่ท่าช้างถึงหลักเมือง และวนเวียนอยู่แถวนั้นตั้งแต่เช้าจนถึงเที่ยงเศษก็ยังไม่ยอมกลับเข้าโรง พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงทราบ จึงทรงมีพระราชดำรัสสั่งให้อาราธนาสมเด็จพระพนรัต (ทองดี) วัดระฆังโฆสิตาราม ให้ไปช่วยนำช้างเข้าโรง เพราะทรงทราบว่าสมเด็จพระพนรัตนี้มีความรู้ทางคชศาสตร์ และท่านก็ได้ช่วยจัดการนำช้างเข้าโรงได้อย่างง่ายดายสมพระราชประสงค์ และในการปราบช้างของสมเด็จพระพนรัตในครั้งนั้น พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว (เรียกตามการทรงสถาปนาของรัชกาลที่ ๔) ได้ประทับทอดพระเนตรอยู่กับพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวที่หน้าโรงทานข้างประตูวิเศษไชยศรี ได้ทรงเห็นความสามารถของสมเด็จพระพนรัต จึงเป็นเหตุให้พระองค์ท่านเกิดความเลื่อมใสในวิชาคชศาสตร์ ต่อมาจึงได้ทรงให้สร้างตำหนักเก๋งไว้ที่วัดระฆังโฆสิตาราม และเมื่อทรงผนวชแล้วได้เสด็จไปประทับจำพรรษาอยู่ที่ตำหนักที่ทรงสร้างไว้

        สมเด็จพระสมมติอมรพันธ์ และสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ได้ประทานข้อสังเกตในหนังสือตั้งพระราชาคณะกรุงรัตนโกสินทร์ไว้ว่า พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงผนวชที่วัดระฆังโฆสิตารามนี้ เพราะเหตุว่าได้ทรงนับถือในสมเด็จองค์นี้มาก ที่วัดระฆังโฆสิตารามนี้ ยังมีพิธีสวดพระกฐินแปลกจากวัดอื่นๆ ทั่วพระราชอาณาจักร คือพระคู่สวดเมื่อจะสวดญัตติทุติยกรรมจะยืนขึ้นสวดตั้งแต่ต้นไปจนจบ ทำนองสวดแบบสวดภาณยักษ์ เล่าสืบกันมาว่า สมัยสมเด็จพระสังฆราช (สี) เป็นอธิบดีสงฆ์ การสวดกฐินนั่งสวดก่อน พอสวดถึง ยสฺส น ขมติ โส ภาเสยฺย พระคู่สวดนั้นต้องลุกขึ้นยืนสวดตั้งแต่ ทินฺนํ……ไปจนจบ มาถึงสมัยสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) เป็นอธิบดีสงฆ์ ท่านขอให้ยืนสวดตั้งแต่ต้นไปจนจบทีเดียว โดยท่านอ้างว่า เมื่อยืนสวดแล้วก็ยืนเสียให้ตลอดไป จึงเป็นประเพณีมาจนถึงทุกวันนี้

ประวัติ ปูชนียวัตถุ

                พระประธานยิ้มรับฟ้า เป็นพระพุทธรูปเนื้อทองสำริด ปางสมาธิ หน้าตักกว้างประมาณ ๔ ศอกเศษ เบื้องพระพักตร์มีรูปพระสาวก ๓ องค์ นั่งประนมมือดุจรับพระพุทธโอวาท พระประธานองค์นี้ได้รับการยกย่องว่างดงามมาก
                จนปรากฎว่าครั้งหนึ่งเมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จมาถวายผ้าพระกฐิน ณ วัดระฆังโฆสิตาราม ได้ทรงมีพระราชดำรัสแก่ผู้เข้าเฝ้าฯ ใกล้ชิดว่า ไปวัดไหนไม่เหมือนมาวัดระฆังพอเข้าประตูโบสถ์พระประธานยิ้มรับฟ้าทุกที ด้วยเหตุนี้จึงทรงถวายเครื่องราชอิสริยาภรณ์นพรัตนราชวราภรณ์ และมหาปรมาภรณ์ช้างเผือกแด่พระประธานองค์นี้เป็นพิเศษ และพระประธานองค์นี้ก็ได้นามว่า พระประธานยิ้มรับฟ้า ตั้งแต่นั้นมา

                พระปรางค์องค์ใหญ่ รัชกาลที่ ๑ ทรงมีพระราชศรัทธาสร้างพระปรางค์ พระราชทานร่วมกุศลกับสมเด็จพระพี่นางพระองค์ใหญ่ (สมเด็จเจ้าฟ้าหญิง กรมพระยาเทพสุดาวดี พระนามเดิม สา) ตั้งอยู่หน้าพระวิหาร ได้รับการยกย่องจากสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัตติวงศ์ว่า เป็นพระปรางค์ที่ทำถูกแบบที่สุดในประเทศไทย พระปรางค์องค์นี้จัดเป็นพระปรางค์แบบ สถาปัตยกรรมรัตนโกสินทร์ยุคต้น ที่มีทรวดทรงงดงามมาก จนยึดถือเป็นแบบฉบับของพระปรางค์ที่สร้างในยุคต่อมา

พระเจดีย์ ๓ องค์ สร้างโดยเจ้านายวังหลัง ๓ องค์ คือ กรมหมื่นนราเทเวศร์ (พระองค์เจ้าชายปาล ต้นสกุล ปาลกะวงศ์) กรมหมื่นนเรศร์โยธี (พระองค์เจ้าชายบัว) และกรมหมื่นเสนีย์บริรักษ์ (พระองค์เจ้าชายแดง ต้นสกุล เสนีวงศ์) สร้างโดยเสด็จพระราชกุศลในรัชกาลที่ ๓ เมื่อคราวสร้างพระอุโบสถหลังใหม่ เป็นเจดีย์ย่อเหลี่ยมไม้ยี่สิบ ทรงจอมแห ทรวดทรงงดงามมาก แต่เป็นเจดีย์ขนาดย่อม ตั้งอยู่ด้านทิศเหนือของพระอุโบสถหลังปัจจุบัน

                พระอุโบสถ เป็นทรงแบบรัชกาลที่ ๑ หลังคาลด ๓ ชั้น มีช่อฟ้า ใบระกา หางหงส์ และคันทวยสลักเสลาอย่างสวยงาม บริเวณมุขด้านหน้าและหลังทำปีกนกคลุมมุขอยู่ในระยะไขราหน้าจั่ว ตอนใต้จั่วหรือหน้าบัน ที่จำหลักลายพระนารายณ์ทรงครุฑ ประดับลายกนกปิดทองอย่างประณีต เจาะเป็นช่องหน้าต่าง ๒ ช่อง แทนแผงแรคอสองเหนือประตูหน้าต่างรอบพระอุโบสถติดกระจังปูนปั้นปิดทองทำเป็นรูปซุ้มบนบานประตูหน้าต่างด้านนอกเขียนลายรดน้ำปิดทองมีรูประฆังเป็นเครื่องหมาย ด้านในเขียนภาพทวารบาลยืนแท่นระบายสีงดงาม บริเวณฝาผนังภายในพระอุโบสถโดยรอบเขียนภาพจิตรกรรมที่ได้รับการยกย่องว่าฝีมืองดงามมาก โดยผนังด้านหน้าพระประธานเขียนเป็นภาพพระพุทธเจ้าแสดงยมกปาฏิหาริย์ก่อนเสด็จขึ้นไปจำพรรษาบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ และตอนเสด็จลงจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ด้านหลังพระประธานเขียนภาพพระมาลัยขณะขึ้นไปนมัสการพระมหาจุฬามณีบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เบื้องล่างเขียนภาพสัตว์นรกในอาการต่างๆ ภาพฝาผนังส่วนที่เหลือ เบื้องบนเขียนเป็นเทพชุมนุม ตอนล่างเขียนภาพทศชาติ ซึ่งเขียนได้อย่างมีชีวิตชีวาอ่อนช้อยและแสงสีเหมาะสมกับเรื่องราว ภาพเหล่านี้เขียนโดย พระวรรณวาดวิจิตร (ทอง จารุวิจิตร) จิตรกรเอกในสมัยรัชกาลที่ ๖ เมื่อราว พ.ศ. ๒๔๖๕ ครั้งมีการบูรณะซ่อมแซมพระอุโบสถในรัชกาลนั้น

ต้นโพธิ์ลังกา เป็นต้นโพธิ์พันธุ์ลังกา ซึ่งพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงได้รับมาในรัชสมัยของพระองค์ และโปรดเกล้าฯ ให้นำไปปลูกตามพระอารามหลวงต่างๆ ตามประวัติกล่าวว่า ได้เสด็จพระราชดำเนินมาทรงปลูกต้นโพธิ์ที่วัดระฆังโฆสิตารามนี้ด้วยพระองค์เอง

ตำหนักแดง เป็นเรือนไม้สักฝาปะกนกรมพระราชวังบวรสถานพิมุขทรงยกถวายวัดระฆังโฆสิตารามเพื่อปลูกเป็นกุฏิสงฆ์ ปัจจุบันอยู่ภายในบริเวณคณะ ๒ เชื่อกันว่าเป็นตำหนักสำหรับทรงกรรมฐานของสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี (พระเจ้าตากสิน) สันนิษฐานจากพระดำรัสของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ซึ่งได้ตรัสกับสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าฯ กรมพระยานริศรานุวัตติวงศ์ เมื่อเสด็จมาทอดพระเนตรกุฏินี้ว่า นี้เป็นตำหนักปรกของพระเจ้ากรุงธนบุรี หลักฐานที่นำมาอ้างอิงคือฝาประจันที่ใช้กั้นห้องภายในตำหนักเดิม เขียนรูปอสุภต่างๆ ชนิด และมีภาพพระภิกษุเจริญกรรมฐาน ซึ่งสอดคล้องกับพระอุปนิสัยของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช แต่ปัจจุบันภาพเหล่านี้ลบเลือนหายไปหมดสิ้นแล้ว

หอพระไตรปิฎก เป็นรูปเรือน ๓ หลังแฝด หอด้านใต้ลักษณะเป็นหอนอน หอ กลางเป็นห้องโถง หอด้านเหนือเข้าใจว่าเป็นห้องรับแขก ของเดิมเป็นหลังคามุงจาก ได้เปลี่ยนเป็นมุงกระเบื้อง ชายคาเป็นรูปเทพพนมเรียงรายเป็นระยะๆ เปลี่ยนฝาสำหรวดไม้ขัดแตะเสียบกระแชงเป็นขัดด้วยหน้ากระดานไม้สักระหว่างลูกสกล ใช้แผ่นกระดานไม้สักเลียบฝาภายในแล้วเขียนรูปภาพต่างๆ บานประตูด้านใต้เขียนลายรดน้ำ บานประตูหอกลางด้านตะวันออกแกะเป็นลายกนกวายุภักษ์ ประกอบด้วยกนกเครือเถา บานซุ้มประตูนอกชานแกะเป็นมังกรลายกนกดอกไม้ภายนอกติดคันทวยสวยงาม ภายในมีตู้พระไตรปิฎกขนาดใหญ่เขียนลายรดน้ำ ๒ ตู้ ประดิษฐานไว้ในหอด้านเหนือ ๑ ตู้ หอด้านใต้ ๑ ตู้ หอพระไตรปิฎกนี้ตั้งอยู่ภายในเขตพุทธาวาส ทิศใต้ของพระอุโบสถ

อยู่หน้าตำหนักแดง ในคณะ ๒ เป็นเรือนไม้ฝาปะกน ปิดทอง ทาสีเขียวสด ประตูหน้าต่างเขียนลายรดน้ำสวยงามมาก

พระวิหารสมเด็จพระสังฆราช (สี) ตั้งอยู่ด้านหน้าพระอุโบสถ หลังคามุงกระเบื้องเคลือบติดคันทวยตามเสาอย่างสวยงาม หน้าบันทั้งสองด้านจำหลักรูปฉัตร ๓ ชั้น อันเป็นเครื่องหมายพระยศสมเด็จพระสังฆราช วิหารหลังนี้เดิมหลังคาเป็นทรงปั้นหยา เรียกว่า ศาลาเปลื้องเครื่อง ต่อมา พระราชธรรมภาณี (ละมูล) อดีตเจ้าอาวาสรูปที่ ๑๐ ได้เปลี่ยนเป็นหลังคาทรงไทย มีช่อฟ้า ใบระกา หางหงส์ เมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๔ เพื่อประดิษฐานพระอัฐิสมเด็จพระสังฆราช (สี) ซึ่งเดิมบรรจุอยู่ในรูปพระศรีอาริยเมตไตรย ประดิษฐานในซุ้มพระปรางค์ของวัดระฆังโฆสิตาราม ต่อมาได้ย้ายมาไว้ที่พระวิหารที่ปฏิสังขรณ์ขึ้นใหม่เพื่อยกย่องพระเกียรติของพระองค์

ศาลาการเปรียญ กว้าง ๑๖.๖๐ เมตร ยาว ๔๐.๘๐ เมตร สร้าง ในสมัยรัชกาลที่ ๓ เป็นอาคาร คอนกรีตเสริมเหล็ก ทรงไทย