nutthawut's Blog

Just another WordPress.com site

วัดสังข์กระจายวรวิหาร



การก่อสร้างและการบูรณปฏิสังขรณ์

ชั้นและตำบลที่ตั้งวัด
วัดสังข์กระจายฯ เป็นพระอารามหลวงชั้นตรีชนิดวรวิหาร ตั้งอยู่ทางด้านตะวันตกของถนนอิสรภาพ บนฝั่งเหนือคลองบางกอกใหญ่ ใกล้สะพานเจริญพาศน์ แขวง

วัดท่าพระ เขตบางกอกใหญ่ กรุงเทพมหานคร วัดนี้เดิมมีชื่อเรียกและเขียนกันหลายอย่าง คือ วัดสังกระจาย วัดสังฆจาย วัดสังฆจายน์ วัดสังข์กัจจายน์ และวัดสังข์กระจาย แต่ในปัจจุบันเรียกและเขียนชื่อหลังคือ วัดสังข์กระจาย
ในพระอุโบสถ มีคำโครงจารึกบนแผ่นหินเกี่ยวกับชื่อวัดไว้ว่า

ด้านหน้า
สังข์กจายสังฆ์กจัดด้วย เหตุใด พระเอย
สังฆเภทฤาพาลไภย ออกอ้าง
สังข์ทรงจักรีไกร เกรียงเดช ดอกพ่อ
สังข์ราพมารายน์ล้าง ต่างลี้ หนีกจาย
ด้านหลัง
สังข์กจายหมายชื่อชี้ ใช่สงฆ์ กจายเอย
สังข์บจากเขตคง ถิ่นนี้
สังข์ราพต่อยุทธองค์ สังข์จัก กรีนา
สังข์หมู่สังข์อสูรลี้ หลบเร้น กจายหาย

ประวัติวัดสังข์กระจายวรวิหาร
ความเบื้องต้น
วัดสังข์กระจายมีประวัติปรากฏอยู่ในหนังสือตำนานพระอารามหลวงฉบับหอสมุดวชิรญาณว่าอยู่ในคลองบางกอกใหญ่ฝั่งเหนือ เป็นวัดโบราณ รัชกาลที่ ๑ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ทรงสถาปนาใหม่พระราชทานเจ้าจอมแว่นหรือนัยหนึ่งเรียกว่า คุณเสือ พระสนมเอก ถึงรัชกาลที่ ๓ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงปฏิสังขรณ์
วัดสังข์กระจายมีเกียรติประวัติอันสูงส่งที่ควรนำมากล่าวไว้ด้วยความภาคภูมิใจในที่นี้ คือ เป็นสำนักที่ให้กำเนิดวรรณคดีอันมีค่ายิ่งเรื่องหนึ่งที่มีรสไพเราะจับใจผู้อ่านผู้ฟังทั่วไป วรรณคดีเรื่องนั้นคือ มหาเวสสันดรชาดกกัณฑ์ชูชก เล่ากันมาว่า สมเด็จกรมพระปรมานุชิตชิโนรส กวีเอกของไทย เมื่อทรงนิพนธ์มหาเวสสันดรชาดก หรือที่เรียกกันเป็นสามัญว่า มหาชาติร่ายยาว ได้ทรงนิพนธ์กัณฑ์อื่น ๆ ใหม่เป็นส่วนมาก แต่กัณฑ์ชูชกไม่ทรงนิพนธ์ โดยรับสั่งว่าให้ใช้ของเก่าที่สำนักวัดสังข์กระจายแต่งไว้ เพราะถึงแม้พระองค์จะทรงนิพนธ์ใหม่ก็สู้ของเก่าไม่ได้ อันนี้ย่อมเป็นเครื่องพิสูจน์ได้อย่างแจ่มชัดว่า มหาเวสสันดรชาดกกัณฑ์ชูชก ที่แต่งโดยสำนักวัดสังข์กระจาย ดีเลิศเพียงไร แต่เป็นที่น่าเสียดายว่าหนังสือมหาเวสสันดรชาดกนั้น กัณฑ์อื่น ๆ บางกัณฑ์บอกชื่อผู้แต่งไว้ชัดเจน แต่กัณฑ์ชูชกบอกไว้อย่างคลุมเครือว่า ผู้นิพนธ์โดยสำนักวัดสังข์กระจาย จึงเป็นอันยังไม่ทราบชื่อผู้แต่งที่แท้จริงว่าเป็นใคร และยังเป็นเรื่องอยู่ในความสนใจใคร่รู้ของนักศึกษาประวัติวรรณคดีมหาเวสสันดรชาดกทั่วไป
ชื่อวัดสังข์กระจายมีปรากฏอยู่ในวรรณคดีที่ขึ้นชื่ออันควรนำมากล่าวคือ ในหนังสือนิราศนรินทร์ ซึ่งนายนรินทร์ธิเบศร์ (อินทร์) แต่ง เนื่องในคราวที่ได้โดยเสด็จสมเด็จพระอนุชาธิราช กรมพระราชวังบวรมหาเสนานุรักษ์ไปปราบพม่าข้าศึกที่ยกมาล้อมเมืองถลาง เมื่อตอนเรือผ่านวัดสังข์กระจายได้แต่งเป็นโคลงไว้ว่า
 
สังข์กระจายพี่จากเจ้า จอมอนงค์
สังข์พระสี่กรทรง จักรแก้ว
สรวมทิพย์สุธาสรง สายสวาท พี่เอย
สังข์สระสมรจงแผ้ว ผ่อนถ้าเรียมถึง

อีกแห่งหนึ่งในนิราศเมืองเพชรของสุนทรภู่ เมื่อสุนทรภู่ไปเมืองเพชรแล่นเรือผ่านมาทางวัดสังข์กระจายได้บรรยายไว้เป็นกลอนว่า
 ถึงวัดพลับลับลี้เป็นที่สงัด
เห็นแต่วัดสังข์กระจายไม่วายหมอง
เหมือนกระจายพรายพลัดกำจัดน้อง
มาถึงคลองบางลำเจียกสำเหนียกนาม
ลำเจียกเอ๋ยเคยชื่นระรื่นรส
จำต้องอดออมระอาด้วยหนาหนาม
  ทั้งนี้ย่อมเป็นเครื่องแสดงว่าวัดสังข์กระจายน่าจะเป็นวัดสำคัญอยู่ในสมัยนั้น เพราะเมื่อผู้ใดผ่านไปมาย่อมจะบันทึกชื่อเข้าไว้

 เขตและอุปจาร
วัดสังข์กระจายมีเขตโดยรอบ จากด้านตะวันออกวัดตามแนวเขื่อนริมคลองบางกอกใหญ่เป็นส่วนกว้างได้ 159.5 เมตร ด้านใต้จากคลองบางกอกใหญ่วัดตามแนวคูวัดถึงเขตหลังวัดยาว 332 เมตร ด้านเหนือถึงเขตหลังวัดยาว 332 เมตรเศษ ด้านเหนือจากคลองบางกอกใหญ่วัดยืนขึ้นไปตามริมฝั่งคลองบางวัวทอง

ถึงเขตหลังวัดยาว 332 เมตร ด้านตัดเขตหลังวัดทิศตะวันตกกว้าง 195 เมตร เป็นเนื้อที่ประมาณ 25 ไร่ 1 งาน 30 ตารางวา
ที่ธรณีสงฆ์ของวัด มีส่วนติดกับเขตวัดออกไปอีก 2 ขนัด ขนัดหลังเขตวัดมีเนื้อที่ 4 ไร่ 2 งาน 24 ตารางวา ขนัดข้างเขตวัดตอนหลังมีเนื้อที่ 3 งาน 21

ตารางวา
เขตจำพรรษา ยกบริเวณที่ดินซึ่งได้ยุบเป็นบ้านเช่าเป็นอุปจารเสียแล้ว พระสงฆ์ต้องกำหนดเขตขึ้นใหม่เพื่ออยู่จำพรรษา ทิศตะวันออกมีคลองบางกอกใหญ่เป็นเครื่องกำหนดเขต ทิศใต้มีคูวัดเป็นเครื่องกำหนดเขต ทิศตะวันตกมีเขตจดถนนข้างวิหาร ทิศเหนือมีเขตจดคลองบางวัวทอง ภายในระยะพรรษา พระสงฆ์จะต้องรับอรุณภายในเขตที่กำหนดนี้

ประวัติวัดสังข์กระจาย
เรื่องราวของวัดสังข์กระจาย ที่กล่าวถึงมูลเหตุของการสร้างวัดนี้ เท่าที่พบในตำนานปรากฏไม่ค่อยละเอียดย่นย่อเกินไป เคราะห์ดีที่มีบันทึกเกี่ยวกับประวัติของวัดบางตอนของท่านเจ้าคุณพระอริยศีลาจารย์ (วรรณ ป.3) อดีตเจ้าอาวาส ประกอบกับได้อาศัยคำชี้แจงของผู้สูงอายุบางท่านที่น่าเชื่อถือได้ มากลั่นกรองใคร่ครวญประกอบเป็นตำนานโดยยึดข้อเท็จจริงที่น่าจะเป็นหลัก ก็ทำให้รู้เรื่องราวได้พิสดารออกไปกว่าเดิม
ตามบันทึก ท่านเจ้าคุณพระอริยศีลาจารย์เผยว่า ได้ฟังมาจากท่านเจ้าคุณพระสังฆวรานุวงศ์เถระ (เอี่ยม) พระอุปัชฌาย์ของท่านเองอีกต่อหนึ่ง ท่านบอกว่า ตำแหน่งที่วัดตั้งอยู่นี้แต่เดิมเป็นที่ลุ่มราบผู้เฒ่าผู้แก่ก่อน ๆ ท่านก็รับสมอ้างว่าจริง น่าจะเป็นด้วยอยู่ริมคลองน้ำขึ้นท่วมถึงได้ บริเวณก็รกร้างทึบ มีต้นไม้ขนาดคนสามคนโอบ เช่น ต้นไทร ต้นตะเคียน ต้นยาง ยืนต้นเคียงแข่งกันแลดูครึ้มทะมึนวังเวง ไม้เครือเถาต่าง ๆ ก็ขึ้นไต่ต้นไม้สูง ๆ ระโยงรยางค์ยั้วเยี้ยไม่ผิดกับป่าลึกดงร้าง นี่น่าจะเป็นมาตั้งแต่ครั้งที่ยังไม่ได้สร้างวัดเสียอีก ต้นไม้เหล่านี้ส่วนมากได้ตัดเสียครั้งท่านเจ้าคุณพระอริยศีลาจารย์ (เอี่ยม) ในรัชกาลที่ 5 ในสมัยท่านเจ้าคุณวรรณก็ยังเป็นดงอยู่มาก แต่ละต้นสูงใหญ่เงื้อมฟ้าทั้งนั้น กล่าวกันว่า เคยมีนกแร้งมาอาศัยออกไข่ทำรัง ปัจจุบันยังมีเหลืออยู่บ้าง แต่ไม่ค่อยสูงเหมือนก่อน เพราะได้โค่นลงเสียมากต่อมากนัก
ในทำเนียบพระอารามหลวง แจ้งว่า ก่อนสร้างวัดขึ้นใหม่ครั้งกรุงรัตนโกสินทร์นี้ วัดสังข์กระจายเป็นวัดโบราณมาก่อน เห็นจะราว ๆ ยุคปลายกรุงศรีอยุธยาคาบเกี่ยวกับยุคต้นกรุงธนบุรี ได้สอบถามผู้หลักผู้ใหญ่ที่อยู่ใกล้เคียงวัดนี้ และเคยพบเห็นการบูรณปฏิสังขรณ์ครั้งใหญ่ในสมัยเจ้าคุณวรรณ ชี้แจงให้ฟังน่าจะมีเค้าสมจริง เพราะได้เคยขุดพบลูกนิมิตหลายลูกฝังอยู่ทางด้านนอกกำแพงแถบเหนือพระอุโบสถ เดี๋ยวนี้อยู่ถัดหลังวัดวิหารออกมา แต่ก็คงจะเป็นวัดเล็ก ๆ ภายหลังที่บ้านเมืองอยู่ในยุคทมิฬติดพันด้วยศึกพม่า ไร้ผู้คนและพระสงฆ์จะอยู่จึงร้างโรยราไป ทั้งนี้เนื่องจากเป็นวัดที่ไม่ใหญ่โตอะไร จึงไม่ทิ้งร่องรอยไว้ให้จับหลักฐานได้มากนัก อีกประการหนึ่งก็คงจะถูกถอนเสียในคราวเริ่มสร้างใหม่ในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์นี่เอง

ตำนานของวัดสังข์กระจายมีหลักฐานทราบได้แน่นอน ก็ตกสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ซึ่งมีเรื่องเล่ากันมาว่า
ในปลายสมัยกรุงธนบุรี มีสัปบุรุษผู้หนึ่ง เป็นสัมมาจารีบุคคล เคร่งครัดในการให้ทานบำเพ็ญกุศลและสดับธรรม สมาทานศีลอุโบสถอยู่เป็นนิจ เป็นสัปบุรุษที่มีจริยาวัตรน่าเลื่อมใสของวัดราชสิทธาราม สัปบุรุษผู้นี้เป็นข้าราชการตำแหน่งนายสารบบ (ในกรมพระสุรัสวดี) ชื่อนายสังข์ ตั้งบ้านเรือนอยู่บนฝั่งห่างจากปากคลองบางวัวทองลึกเข้าไปประมาณ 7 เส้นเศษ จำเนียรกาลมา นายสังข์ได้มีจิตศรัทธาดำริจะสร้างวัดขึ้นใหม่ในที่ดินแดนนี้ จึงได้ไปปรึกษากับนายพลับผู้ชอบพอคุ้นเคยกัน เพื่อขอไม้ซุงมาสักต้นหนึ่ง นายพลับเมื่อได้ทราบดังนี้ ก็อนุโมทนาพลอยยินดีด้วย และอนุญาตให้ซุงต้นหนึ่งตามความประสงค์
เมื่อตอนล่องซุงในคลองบางวัวทอง นายสังข์ได้ตั้งสัตยาธิษฐานว่า เดชะ ด้วยอำนาจบุญญปณิธาน หากซุงที่ข้าพเจ้าปล่อยให้กระแสน้ำพัดล่องไปตามลำคลองนี้ลอยไปติด ณ ที่ใด ข้าพเจ้าก็จักจัดการสร้างวัดขึ้นตรงนั้นซึ่งเป็นธรรมดาของคนโบราณย่อมถือในเรื่องอำนาจบุญดลบันดาลและเทพาบันดาลหนุน ด้วยอำนาจเสี่ยงสัตยาธิษฐานซุงก็ได้ลอยมาติดตรงหน้าวิหารปัจจุบันนี้เป็นอัศจรรย์ มีทำเลพอเหมาะพอดีควรแก่การสร้างวัดนัก นายสังข์จึงเลยตกลงสร้างวัดตรงนี้ แต่การสร้างวัดนั้นเป็นเรื่องใหญ่โต ต้องค่อยทำค่อยไปตามกำลังทรัพย์และเวลาจะเกื้อหนุนให้ หนแรกนายสังข์ได้คิดสร้างกุฏิวิปัสสนาขึ้นก่อน จึงได้เลื่อยซุงท่อนนั้นออกเป็นเครื่องบน กุฏิวิปัสสนานี้ ก่ออิฐถือปูนขาว กว้าง 2 วา ยาว 3 วา 1 คืบ สูง 2 วา 1 คืบ เท่านั้น ไม่มีช่อฟ้าใบระกาหางหงส์ มีประตูหน้าต่างอย่างละหนึ่งบาน ซ้ำทำไว้เล็ก ๆ อีกด้วย ข้างในทำเป็นแท่นก่อปูนสำหรับนั่งนอนหรือใช้เป็นที่บำเพ็ญวิปัสสนาเหมาะเฉพาะเพียงคนเดียว
ต่อมาเจ้าจอมแว่น หรือที่เรียกขานกันว่าคุณเสือ เป็นชาวเมืองเวียงจันทร์ พระสนมเอกในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ได้ส่งข้าหลวงสนิทคนหนึ่งเป็นหญิงมดชื่อจ่ายให้ไปเฝ้าสวนของตนซึ่งมีเนื้อที่ติดกับที่ของนายสังข์ นางจ่ายคนนี้น่าจะมีอะไรแปลก ๆ เป็นแน่จึงเรียกกันว่าแม่มด และเจ้าจอมแว่นคงจะเห็นเหมาะที่จะเฝ้าสวนจึงได้ส่งมา ภายหลังไม่นานนางจ่ายกับนายสังข์มีความสนิทชอบพอกันมาก จึงดำริร่วมใจกันที่จะสร้างวัดนี้ต่อไป นางจ่ายถึงกับขันอาสาไปขอความช่วยเหลือจากเจ้าจอมแว่น ในที่สุดความปรารถนาของทั้งสองก็สมประสงค์ เจ้าจอมแว่นได้มอบทุนให้มาจำนวนหนึ่ง ครั้งหลังก็ได้สร้างเพิ่มเติมขึ้นอีกหลายอย่าง คือ สร้างกุฏิขึ้น 4 คณะ ทางมุมด้านใต้เป็นกุฏิตึกถือปูนทั้งหมด แต่ละคณะก็มีกุฏิ 4 หลัง หลังหนึ่ง ๆ มี 2 ห้อง กุฏิเจ้าอาวาสปลูกอยู่ทางทิศตะวันออกของคณะ ได้สร้างถนนผ่านระหว่างช่องกุฏิ แล้วก่อกำแพงอิฐล้อมรอบสูง 1 วา มีประตูเข้าออกทั้ง 4 ทิศ บริเวณที่หมู่กุฏินี้ตั้งอยู่ บัดนี้กลายเป็นเขตบ้านเช่าไปหมดแล้ว
ครั้นแล้วเสร็จ เมื่อจะขอพระราชทานวิสุงคามสีมาต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งเป็นตอนที่จะเชิดหน้าชูตาผู้สร้าง ก็เกิดทะเลาะเบาะแว้งเป็นปากเสียงเกี่ยงแย่งกันจะเอาชื่อ นางจ่ายก็อยากจะขอพระราชทานในนามของตนเพราะตัวอุตส่าห์วิ่งหาเงินหาทองมาสร้าง ฝ่ายนายสังข์ก็ไม่ยอม ปรารถนาจะขอในนามของตนเหมือนกัน เพราะตนก็สละหยาดเหงื่อและแรงกายทุ่มเทมาตั้งแต่แรกเริ่มแทบล้มแทบตาย จึงเมื่อต่างมาเกิดแตกคอกันขึ้นในเรื่องนี้ นางจ่ายจึงวิ่งเข้าหาเจ้าจอมแว่นนายตน เล่าความเป็นมาให้ทราบ โดยฐานะที่เจ้าจอมแว่นเป็นที่พระสนมเอก พระเจ้าอยู่หัวโปรดปรานมาก จะทูลอะไรก็ทูลได้ ครั้นเมื่อได้นำความกราบบังคมทูลเพื่อขอให้พระราชทานวิสุงคามสีมา พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมีพระราชดำรัสว่า วัดที่นายสังข์นางจ่ายสร้างขึ้นนั้น ไม่สวยสมเกียรติกับพระสนมเอกเช่นเจ้าจอมแว่น ทรงรับจะสร้างพระราชทานใหม่ จึงโปรดเกล้าให้กรมหมื่นไกสรวิชิตมาเป็นนายงานควบคุมสร้างพระอุโบสถขึ้น ให้หันหน้าไปทางคลองบางวัวทองอยู่เคียงกับกุฏิสงฆ์ของเดิม พร้อมกับได้สร้างกุฏิขึ้นใหม่อีกหมู่หนึ่งตรงมุมพระอุโบสถด้านใต้อีกด้วย
เล่ากันว่า แรกขุดพระอุโบสถนั้น พบพระกัจจายน์องค์หนึ่ง กับสังข์ตัวหนึ่ง เฉพาะสังข์ชำรุดเพราะแรงจอบเสียมที่ขุด ส่วนพระกัจจายน์ที่ขุดได้ครั้งนั้นให้เก็บรักษาไว้เป็นพระคู่อาราม พอสร้างสำเร็จเรียบร้อย พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก จึงทรงถือเอานิมิตเหตุอันนี้พระราชทานนามว่า วัดสังข์กระจายนึกคิดดูแล้วก็น่าแปลก วัดนี้นายสังข์กับนางจ่ายเป็นผู้ริเริ่มสร้าง เมื่อนำเอาชื่อของคนทั้งสองมาเข้าคู่กันเป็น สังข์- จ่ายก็รู้สึกว่าฟังใกล้เคียงกับคำว่า สังข์กระจายน์นามที่พระราชทานเป็นที่สุด.

พระราชาคณะเจ้าอาวาสรูปแรก
พระราชาคณะรูปแรกที่ได้แต่งตั้งให้มาเป็นสมภาร ก็ได้แก่พระเทพมุนี (ด้วง)* ประวัติของท่านสุดสามารถจะหามาเรียบเรียงไว้ให้ละเอียดได้ เท่าที่ค้นพบในหนังสือต่าง ๆ ก็มีเพียงประปรายเท่านั้น ในพระราชพงศาวดารฉบับราชหัตถเลขาได้ยืนยันว่าในปีขาล จัตวาศก ตรงกับ พ.ศ. 2325 ตรงกับปีสร้างกรุงเทพมหานครนั้น โปรดเกล้าฯ ตั้งให้พระเทพโมลีวัดสังข์กระจายเป็นที่เทพมุนี แทนพระเทพมุนีองค์เดิมที่ถูกถอดไป** แสดงว่าวัดสังข์กระจายได้เป็นวัดที่ทรงความสำคัญซึ่งพระเจ้าแผ่นดินทรงเอาพระทัยใส่อุปถัมภ์มาก่อนสมัยสร้างกรุงเทพฯ แล้ว
พระเทพมุนี วัดสังข์กระจาย เป็นปีที่ประจักษ์ว่าเป็นผู้ที่คงแก่เรียนมีความรู้ความสามารถยิ่งองค์หนึ่ง จะเห็นได้ว่าในปี พ.ศ. 2332 คราวเกิดอสุนีบาตตกต้องมุขเด็จพระที่นั่งอมรินทราภิเศกมหาปราสาทติดเป็นเพลิงลุกไหม้ขึ้น พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าฯ ทรงพระแสงของ้าวเร่งข้าราชการดับเพลิงจนสงบแล้ว ทรงปริวิตกว่าเห็นจะเป็นอวมงคลนิมิตแก่บ้านเมืองเป็นแท้ พระราชาคณะที่เป็นปราชญ์มีความชำนาญทั้งพุทธศาสตร์และโลกศาสตร์ต่างได้ลงชื่อเข้าร่วมถวายไชยมงคลให้เบาพระทัยเป็นเอกฉันท์ร่วมกันว่า ไม่เป็นอวมงคลแต่อย่างใด หากจะเป็นความปราชัยบังเกิดแก่ศัตรูในภายหน้า*** ในพระราชวิจารณ์รัชกาลที่ 5 กล่าวรายนามพระสงฆ์ที่ถวายพระพรในครั้งนี้ว่า มีพระเทพมุนีวัดสังข์กระจายร่วมคณะอยู่ด้วยรูปหนึ่ง****
มีเค้าอยู่อีกตอนหนึ่งที่แสดงให้ทราบถึงว่า วัดสังข์กระจายในยุคแรก ๆ มีพระสงฆ์อาวุโสทรงพฤทธิภาพเป็นที่เคารพนับถือของเจ้านายชั้นผู้ใหญ่หลายองค์ จึงปรากฏว่าสมัยหนึ่งมีการสมโภชพระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย พระสงฆ์ถูกอาราธนารับภัตตาหารเพล มีรายนามพระสงฆ์วัดสังข์กระจายทั้งสามรูป คือ พระเทพมุนี พระญาณโพธิ และอาจารย์อีกรูปหนึ่งไม่ออกนาม*
ในจดหมายเหตุสุบินนิมิต ก็ออกชื่อพระเทพมุนีและพระญาณโพธิว่า ได้อยู่ร่วมชุดพระราชาคณะผู้ใหญ่ ทำนายสุบินนิมิตของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกด้วย บอกว่าทรงสุบินปีชวดจัตวาศก จุลศักราช 1145 ตรงกับ พ.ศ.2335** การที่ท่านได้เข้าถวายไชยมงคลพยากรณ์อสุนีบาตก็ดีและทำนายสุบินนิมิตก็ดี ทั้งสองครั้งได้แสดงให้เห็นว่า ท่านต้องมีความชำนิชำนาญในเรื่องโหราศาสตร์อีกวิชาหนึ่งด้วย
ข้อที่น่าสังเกตคือ ในสมัยนี้ วัดสังข์กระจายมีพระราชาคณะถึง 2 รูป อีกรูปหนึ่งก็คือ พระญาณโพธิ แต่ก็มีชื่ออยู่แต่ในสมัยพระเทพมุนีเท่านั้น เพราะอันดับนามเจ้าอาวาสรูปที่ 2 แทนที่จะเป็นพระญาณโพธิ กลับเป็นพระครูมารวิชิตไป ฉะนั้น พระญาณโพธิจึงน่าจะลาสิกขาเสียมิฉะนั้นก็อาจย้ายสำนักหรือสิ้นอายุลงเสียอย่างใดอย่างหนึ่งแน่นอน
พระเทพมุนีเจ้าอาวาสรูปแรกองค์นี้ จะเป็นชาวจังหวัดไหน ชาตะ มรณะ เมื่อ พ.ศ.ใด ยังสืบหาข้อมูลไม่ได้

พระเทพมุนี (ด้วง) เป็นผู้แต่งมหาเวสสันดรชาดกกัณฑ์ชูชก
ตามความทรงจำของคนเก่า ๆ ทั้งในและนอกสำนักว่า วัดนี้มีท่านเจ้าคุณองค์หนึ่งได้แต่งมหาชาติกัณฑ์ชูชกเอาไว้ เรียกกันติดปากว่า ท่านเจ้าชูชกในเวลาท่านแสดงก็ไพเราะไม่มีผู้ใดแสดงเหมือน รุ่นหลัง ๆ ต่อมาในสำนักที่มีชื่อในรัชกาลที่ 3 มี พระเนกขัมมุนี พระใบฎีกาบุญ และพระใบฎีกาเรือง ในรัชกาลที่ 5 มีพระอริยศีลาจารย์ (เอี่ยม) และพระใบฎีกาสอน แต่เวลาว่างเลยมานานไม่ได้ใส่ใจจำกัน ก็เลยลืมเลือน ไม่รู้ว่าใครเป็นใคร
ได้สอบถามดูหนังสือประวัติวรรณคดีไทยหลายเล่มแล้ว ไม่เห็นยุติลงรอยกันได้ในเรื่องผู้แต่งมหาเวสสันดรชาดกกัณฑ์ชูชก มีความเห็นค้านกันไปต่าง ๆ นานา บ้างว่าเป็นสำนวนวัดถนนกรุงเก่า บ้างว่าวัดสังข์กระจาย บางเล่มก็ลบหายไปเลย รู้สึกว่าอึดอัดใจจริงในการที่จะยืนยันลงไปให้แน่ชัดว่า ผู้ใดแต่งไว้ ทั้งนี้เนื่องจากผู้แต่งไม่ได้ผลิตผลงานไว้มากพอจะให้ความหาเรื่องราวได้อย่างแน่ชัด จริงแล้วที่มหาเวสสันดรชาดกมีมาแล้วแต่สมัยกรุงเก่าแต่ผู้ใดที่ได้แต่งกัณฑ์ชูชกที่มีสำนวนนิยมแล้วแน่ใจว่า ตามสารบบของหนังสือมหาเวสสันดรชาดกฉบับกระทรวงศึกษาธิการว่า ผู้นิพนธ์โดย สำนักวัดสังข์กระจายนั้นถูกต้องไม่ผิดเทียว ได้เสาะหาดูพบเหตุผลหลักฐานอยู่หลายประการ จักขอลองคลี่คลายดู เพื่อเสนอสู่ดุลยพินิจของทวยเมธีไว้ ณ ที่นี้ ไม่มั่นใจว่าจะสมบูรณ์อย่างแท้จริง
ค้นไว้ว่า ครั้น ปี พ.ศ.2350 พระเทพมุนี วัดสังข์กระจาย ได้เข้าถวายเทศน์กัณฑ์ชูชกในรัชกาลที่ 1 ในหนังสือวชิรญาณวิเศษ* กล่าวดังนี้
“ (พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก) ทรงพระจินดาไมยญาณ จะทรงพระราชอุทิศอัครมหาบูชาวรามิศวิจิตรอัศจรรย์ แก่มหาเวสสันดรชาดกเบื้องปลายใกล้ปรมาภิเษกสัมโพธิญาณ จึงมีพระราชบริหารดำรัสเหนือเกล้าสั่งสมเด็จอัคราโชรส และสมเด็จพระอัคคราชนัดดาบรมวงศานุวงศ์ทั้งปวง ให้แจกรับปันซึ่งกัณฑ์มหาชาติ
พระบรมราชโองการที่โปรดให้บรมวงศานุวงศ์รับเป็นเจ้าภาพกัณฑ์เทศน์เป็นกัณฑ์ ๆ ไปนี้ปรากฏว่า เจ้าจอมฝ่ายในรับกัณฑ์ชูชก พระเทพมุนีวัดสังข์กระจายสำแดง” ** การจัดมหาชาติครั้งนี้บอกว่ายิ่งใหญ่นัก ใคร ๆ ได้พบเห็น ก็อดที่จะอวยวจีแซ่ซร้องสาธุการเสียมิได้ ครั้งหลัง ๆ จะมีอีกก็ไม่เท่าเทียมเหมือนครั้งนี้
พระราชพงศาวดารฉบับราชหัตถเลขามีบันทึกว่าอีกคราวหนึ่ง มีการเทศน์มหาชาติแผ่พระราชกุศลถึงพระองค์เจ้าต่างกรม และข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ฝ่ายหน้าฝ่ายใน เจ้าจอมพระสนมเอกมีกำลังพอ ได้ทำกระจาดใหญ่บูชากัณฑ์เทศน์มหาชาติ 13 กระจาด ตั้งกระจาดหน้ากำแพงมหาปราสาททรายตลอดมาถึงหน้าโรงทองนาฬิกา และข้างขานชลาด้วยประกวดประชันกันนัก กระจาดคุณแว่นพระสนมเอกแต่งเด็กศีรษะเครื่องแต่งหมดจด ถวายพระเป็นสิทธิ์ขาดทีเดียว แต่จะเป็นปีใดค้นหาจดหมายเหตุไม่ได้
ตามหลักฐานทั้งสองแห่งนี้ ต่างกล่าวด้วยเรื่องกระจาดใหญ่กัณฑ์เทศน์มหาชาติทั้งนั้น แปลกแต่หนังสือวชิรญาณวิเศษได้อ้างศักราชว่า ล่วงแล้ว 2350 พรรษา คณานับปัจจุบัน ณ วัน 7 เดือน 12 ขึ้น 8 ค่ำเถาะ นพศกส่วนพระราชพงศาวดารมีกล่าวถึงเจ้าจอมแว่นแล้วบอกว่าค้นวันเดือนปีไม่ได้ แต่ในหนังสือเล่มนี้ก็ได้จัดยุคไว้ว่าอยู่ในระหว่าง พ.ศ.2350 จึงให้ความสว่างว่า ได้มีการเทศน์มหาชาติครั้งใหญ่ถึง 2 ครั้ง และพระเทพมุนี วัดสังข์กระจายเป็นผู้แสดงกัณฑ์ชูชก
ในหนังสือเรื่องตั้งพระราชาคณะผู้ใหญ่กรุงรัตนโกสินทร์ สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงสันนิษฐานไว้ว่า บางทีจะเป็นผู้แต่งกัณฑ์ชูชก ที่เรียกกันว่า ความเรียงวัดสังข์กระจาย ซึ่งเทศน์กันอยู่ทั่วไปทุกวันนี้
มีกล่าวไว้ในตำนานเก่า วัดราชสิทธิ์ วัดโมลีโลก และวัดสังข์กระจายว่าพระเนกขัมมุนี เจ้าอาวาสรูปที่ 3 ได้แสดงกัณฑ์ชูชก ดูเหมือนจะเป็นผู้แต่ง เพราะเคยได้ถวายเทศน์กัณฑ์ชูชกในรัชกาลที่ 3 เหมือนพระเทพมุนีเหมือนกัน แต่มีข้อแย้งเห็นได้ชัดเจนว่า สมเด็จพระบรมพระปรมานุชิตชิโนรสได้ทรงนิพนธ์ร่ายยาวมหาชาติไว้ 11 กัณฑ์ เว้นกัณฑ์ชูชกกับกัณฑ์มหาพน ทรงยอมรับว่าจะแต่งให้ดีไปกว่านี้ไม่ได้ จึงไม่ทรงแต่ง** ซึ่งแสดงความว่ากัณฑ์ชูชกและกัณฑ์มหาพน ได้แต่งไว้จนรับความนิยมมาก่อนแล้ว
อนึ่งคราวที่พระเทพโมลี (กลิ่น) วัดราชสิทธิ์ฯ และพระเทพมุนี (ด้วง) วัดสังข์กระจาย ได้เข้าถวายเทศน์มหาชาติใน พ.ศ.2350 สมเด็จกรมพระปรมานุชิตชิโนรสเพิ่งมีพระชนมายุเพียง 27 พรรษา พระเนกขัมมุนีเป็นเจ้าอาวาสรูปที่ 3 จะต้องอยู่ในรุ่นเดียวกันกับสมเด็จกรมปรมานุชิต มติที่ว่า พระเนกขัมมุนีแต่งกัณฑ์ชูชกจึงตกไป
ความเป็นปราชญ์เฟื่องฟุ้งในโลกศาสตร์ของพระเทพมุนี เท่าที่ปรากฏเป็นที่นับถือของเจ้านายเชื้อพระวงศ์หรือข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ เคยได้ร่วมคณะเข้าถวายไชยมงคลพยากรณ์เหตุอสุนีบาต เคยถวายคำทำนายสุบินนิมิต ทั้งเคยถวายแก้กังขาปัญหาธรรม ครั้งรัชกาลที่ 1 เหล่านี้เจ้าอาวาสยุคหลังต่อมาไม่เคยมีกิตติศัพท์โด่งดังปรากฏปรีชาเหมือนพระเทพมุนีเลย
โดยทั่ว ๆ ไป นักกวีย่อมจะถ่ายทอดความรู้ความนึกคิดที่ตนมี ไม่ว่าจะเป็นด้านใดที่ตนชำนาญช่ำชองออกไว้ในบทประพันธ์ของตน ถ้าหากสังเกตดูภูมิปัญญาของผู้แต่งในสำนวนกัณฑ์ชูชกแล้ว ก็จะพบว่า ความรอบรู้เหล่านี้ พระเทพมุนีมีอยู่แล้วอย่างพร้อมเพรียง เช่น ด้านพุทธศาสตร์ รู้จักฉันทลักษณ์ลีลาภาษาบาลีแต่งได้อย่างเหมาะเจาะ และมีความรู้ขนบธรรมเนียมพราหมณ์ โหราศาสตร์ ไสยศาสตร์อย่างกว้างขวาง ในด้านโลกศาสตร์ คติธรรมประเพณีความเป็นอยู่ของชาวบ้าน ก็มีความชำนาญไม่แพ้กัน จึงทำให้ถอดแบบบรรยายให้เห็นภาพพจน์ได้ ล้อในที่ควรล้อ เอาอย่างในที่ควรเอาอย่าง จี้จุดในที่เหมาะจะจี้ ความจริงน่าจะชักเอาสำนวนของกัณฑ์ชูชกบางตอนมาชี้ให้เห็นว่า พระเทพมุนีได้เอาความชำนิชำนาญที่ท่านมีอยู่แสดงออกไว้ในกัณฑ์นี้อย่างไรบ้าง แต่เกรงว่าจะเฝือความ อีกทางหนึ่ง ในการเทศน์มหาชาตินี้ปรกติถ้าหากผู้ใดมีความรู้ทรงอักษรศาสตร์ดี ก็มักจะแต่งความเพิ่มขึ้นหรือตัดลง บางครั้งสร้างทำนองใหม่ นี้ถึงแม้ว่าจะเป็นของที่ได้แต่งเติมกันเรื่อย ๆ มาแต่ก่อน แต่เมื่อได้เทศน์จนได้รับความนิยมก็เลยยกย่องว่าเป็นสำนวนขององค์นั้นองค์นี้ไป ด้วยเหตุผลดังกล่าวมาพอสรุปได้ว่า
เวสสันดรชาดกกัณฑ์ชูชก ที่ว่าสำนวนวัดสังข์กระจายนั้น พระเทพมุนี (ด้วง) วัดสังข์กระจาย เป็นผู้แต่ง

เกียรติคุณของวัด
เกียรติคุณของวัดสังข์กระจายฯ ที่ขึ้นชื่อกว่าสิ่งอื่นใดจนถึงบัดนี้ คือ สำนวนมหาชาติกลอนเทศน์กัณฑ์ชูชกที่กล่าวว่า สำนักวัดสังข์กระจายฯเป็นผู้แต่ง นายธนิต อยู่โพธิ์ อดีตอธิบดีกรมศิลปากร ได้อธิบายเรื่องมหาชาติกลอนเทศน์ และเรื่องแต่งสำนวนดีไว้ว่า
หนังสือมหาชาติแต่งสำหรับนักเทศน์ ซึ่งเรียกกันว่ามหาชาติกลอนเทศน์นั้น วิธีแต่งก็คือเอาคำบาลีทั้งที่เป็นคาถาและอรรถกถาลงไว้ แล้วแต่งความภาษาไทยเป็นร่ายยาวต่อเข้าเป็นตอนสำหรับเทศน์ ด้วยประสงค์จะให้ฟังทั้งภาษาไทยและภาษาบาลี มหาชาติกลอนเทศน์นี้เป็นที่นิยมกันแพร่หลายในพื้นเมืองยิ่งกว่าสำนวนเก่าและมีผู้แต่งกันขึ้นมากมายหลายสำนวน ผู้แต่งในชั้นกรุงรัตนโกสินทร์นี้ ที่ปรากฏชื่อเสียงก็มีหลายท่าน เช่น พระเทพโมลี (กลิ่น) เจ้าพระยาคลัง (หน) สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิตชิโนรส และพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และยังมีท่านที่ไม่ปรากฏชื่อ ปรากฎแต่สำนัก คือ สำนักวัดสังข์กระจายฯ แต่งไว้อีก คงจะได้จากฉบับที่กระทรวงศึกษาธิการได้นำมารวมพิมพ์เป็นร่ายยาวมหาเวชสันดรชาดก ใช้เป็นแบบเรียนภาษาไทยประเภทสอนอ่านกวีนิพนธ์ทุกวันนี้ บทร้อยกรองเรื่องมหาชาติสำนวนต่าง ๆ ที่กล่าวถึงนี้ เป็นวรรณคดีไทยที่มีรสนิยมแปลกและไพเราะเพราะพริ้งเป็นอย่างยิ่ง

ที่ว่าสำนักวัดสังข์กระจายฯเป็นผู้แต่งกัณฑ์ชูชกนั้น ท่านแต่ก่อนคงจะยังไม่ทราบตัวผู้แต่งแน่ชัด ทราบแต่เพียงเค้าเงื่อนว่าท่านผู้แต่งอยู่ในสำนักวัดนี้ แต่ปัจจุบันลงความเห็นกันว่า พระเทพมุนี (ด้วง) เจ้าอาวาสวัดสังข์กระจายองค์ที่ ๑ เป็นผู้แต่ง ในประกาศเรื่องบำเพ็ญพระราชกุศลเทศน์มหาชาติในรัชกาลที่ ๑ พ.ศ. ๒๓๕๐ ก็มีข้อความตอนหนึ่งว่า เจ้าจอมฝ่ายใน (คุณเสือ) รับกัณฑ์ชูชก พระเทพมุนี วัดสังขจายสำแดง

ลำดับและประวัติเจ้าอาวาส
บรรดาเจ้าอาวาสที่ปกครองวัดนี้ ในหนังสือเรื่องตำนานวัดราชสิทธิ วัดโมลีโลก และวัดสังข์กระจาย ได้เรียงลำดับเจ้าอาวาสไว้ ๙ รูป กับปัจจุบันอีก ๑ รูป รวมเป็น ๑๐ รูป ดังนี้

  • พระเทพมุนี (ด้วง)
  • พระครูมารวิชิต (ดา)
  • พระเนกขัมมุนี (แสง)
  • พระสังวรวิมล (มา)
  • พระปรากรมมุนี (นวล)
  • พระอริยศีลาจารย์ (เอี่ยม)
  • พระอริยศีลาจารย์ (แสง)
  • พระอริยศีลาจารย์ (วรรณ บางแห่งเขียนว่า วัน)
  • พระราชศีลาจาร (เกษม สมบูรณ์)

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: